login

ตอนที่ 1

เสียงครางหึ่ง ๆ จากเบื้องนอกดังลอดเข้ามาในอากาศยานตลอดเวลานับตั้งแต่เดินทางออกจากสนามบินนานาชาติชาร์ลส์เดอโกลแห่งกรุงปารีส จนผู้โดยสารคุ้นชินและไม่หนวกหูรำคาญใจกับมันแล้ว สัญญาณแจ้งให้รัดเข็มขัดติดวาบขึ้นบนหน้าจอเล็ก ๆ เหนือทุกที่นั่ง พนักงานบริการบนเครื่องบินเริ่มเดินตรวจตราความเรียบร้อย พร้อมกับแนะนำให้ผู้โดยสารปรับที่นั่งตรงเพื่อเตรียมตัวร่อนลงยังท่าอากาศยานนานาชาติเบอร์ลิน - เทเกล
            อินชญาชะโงกไปอ่านหนังสือเล่มเล็กในมือคนข้าง ๆ พลางเปรยด้วยความฉงน
            “มันสนุกมากเหรอขิม เห็นอ่านมาตลอดทางตั้งแต่เครื่องเทคออฟจากปารีสแล้วเนี่ย” หญิงสาวออกสำเนียงคำว่าปารีสอันเป็นชื่อเมืองให้แปร่งหูตามแบบฝรั่งเศสชัดเจน
            “ไม่สนุกเท่าไหร่หรอก แต่ถ้าไม่อ่านก็ไม่รู้จะทำอะไร นั่งเครื่องมาตั้งนานไม่ถึงสักที เบื่อจะแย่อยู่แล้ว” ผู้ที่ถูกทักจำต้องพับหนังสือในมือลงแล้วหันมาให้ความสนใจเพื่อนร่วมทางแทน
            “บินไม่ถึงสองชั่วโมงยังบ่นขนาดนี้ ถ้าขิมกลับเมืองไทยต้องนั่งเครื่องตั้งสิบสี่สิบห้าชั่วโมงเลยนะ” อินชญาท้วง สีหน้าเจ้าเล่ห์ “เที่ยวเยอรมนีจบทริปแล้ว ขิมอย่าเพิ่งกลับบ้านเลย อยู่เป็นเพื่อนชัญญ่าอีกเทอมนึงก่อน แล้วเราค่อยกลับเมืองไทยพร้อมกันดีกว่าไหม ขิมจะได้มีเพื่อนคุยระหว่างนั่งเครื่องด้วยไงละ” อีกฝ่ายเสนออย่างหวังดี ทว่าเห็นชัดว่าเป็นข้ออ้างไม่อยากถูกทิ้งอยู่คนเดียวมากกว่า การเรียนในต่างแดนว่ายากแล้ว แต่การหาเพื่อนร่วมห้องดี ๆ ที่เข้ากันได้และไม่สร้างปัญหา กลับเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า
            โชคดีที่ตอนอินชญาเดินทางมาถึงปารีส พี่ชายของขิมครามกำลังจะกลับเมืองไทยพอดี เชษฐ์จึงประกาศหารูมเมทคนใหม่ให้น้องสาว เขาทั้งคัดทั้งเลือกอยู่นาน จนมาลงตัวที่เธอ และอินชญาถือว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่ชายของขิมครามคนนั้น เพราะตลอดเวลาที่เป็นเพื่อนร่วมห้องกันมาเกือบจะเข้าปีที่สามแล้ว ขิมครามเป็นรูมเมทที่ไม่เคยก่อปัญหาหรือเรื่องหนักใจใด ๆ ให้เธออึดอัดใจเลยสักครั้ง แต่ที่แย่ก็คือเพื่อนร่วมห้องของเธอเพิ่งสำเร็จหลักสูตรการอบรมคอร์สสุดท้ายเมื่อไม่ถึงเดือนที่ผ่านมานี่เอง
            หญิงสาวเตรียมใจไว้แล้วว่าการมาเบอร์ลินรอบนี้ คงเป็นโอกาสสุดท้ายที่ทั้งคู่จะได้เที่ยวด้วยกัน หลังกลับจากเยอรมัน ขิมครามคงเก็บข้าวของเตรียมตัวเดินทางกลับสู่มาตุภูมิอย่างแน่นอน
            ขิมครามเอื้อมไปบีบมือเพื่อนเบา ๆ “ขิมก็อยากอยู่เป็นเพื่อนชัญญ่าหรอกนะ แต่ชัญญ่าก็รู้นี่ว่าทำไมขิมถึงต้องกลับบ้าน ยังมีอีกหลายเรื่องที่ขิมทำไม่ได้ ตราบใดที่ขิมยังอยู่ที่นี่” เธอยกมือเคาะที่ขมับตนเอง
            “โดยเฉพาะเรื่องนี้...เรื่องสำคัญที่สุดเลย ใครจะเชื่อว่าเกือบสี่ปีที่อยู่ปารีส ไม่ได้ทำให้ขิมนึกอะไรออกเลยแม้แต่เรื่องเดียว”
            อินชญาฝืนยิ้มโอบบ่าเพื่อนเข้ามากอดไว้แทน “รับทราบเจ้าค่ะคุณเพื่อน ไม่เห็นต้องทำเสียงทำหน้าซีเรียสอย่างนั้นเลย ชัญญ่ารู้หรอกน่าว่าขิมอยากกลับบ้านไปค้นหาจิ๊กซอว์ชิ้นที่หายไปเต็มทีแล้ว ชัญญ่าก็แค่บ่น ๆ ไปตามเรื่องตามราวเท่านั้นแหละ อย่าเก็บไปใส่ใจให้เป็นอารมณ์เลย”
            เห็นสีหน้าเพื่อนยังคงครุ่นคิด อินชญาจึงเปลี่ยนประเด็น “ตื่นเต้นไหมขิม อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเราก็จะได้ไปเที่ยวเบอร์ลินกันแล้ว”
            “แน่ใจนะว่าชัญญ่าตื่นเต้นที่จะเห็นเบอร์ลินจริง ๆ น่ะ ขิมเข้าใจผิดมาตลอดเลยนะเนี่ย นึกว่าชัญญ่าดีใจที่กำลังจะได้เจอพี่แซมซะอีก” ขิมครามแซว พาตัวเองออกจากห้วงกังวลโดยง่าย สีหน้าสดใสราวปัดเรื่องค้างคาใจออกไปโดยสิ้นเชิง
            “ไม่ต้องมาชวนเสียเรื่องเลย ชัญญ่าบอกตั้งหลายรอบแล้วว่าพี่แซมไปประชุมที่แฟรงเฟิร์ต กว่าจะกลับก็พรุ่งนี้ วันนี้คนที่จะมารับเราคือเพื่อนเขาที่กำลังเรียนด๊อกเตอร์อยู่ด้วยกันต่างหาก” แก้ตัวไปก็มีแต่จะเข้าเนื้อ อินชญาจึงเปลี่ยนเรื่องอีกครั้ง “คิดแล้วก็แปลกดีเนอะ ว่าชัญญ่ารู้จักพี่แซมมาเกือบสองปีแล้ว แต่กลับเพิ่งเคยมาเยี่ยมเขาที่เบอร์ลินเป็นครั้งแรก”
            “แหม...ก็ถ้าพี่แซมเขาไม่ขยันบินไปเยี่ยมชัญญ่าที่ปารีสทุกสามเดือน เราสองคนก็คงจะมีโอกาสมาเที่ยวเบอร์ลินนี่ตั้งนานแล้วละ แต่นี่...” ขิมครามโยงเรื่องกลับมาที่เดิม เธอตีหน้าทะเล้น ละปลายประโยคไว้ดื้อ ๆ
            อินชญาตีมือเพื่อนเพียะเพื่อลดอาการเก้อกระดาก “ก็พี่เขาคิดถึง จะให้ชัญญ่าห้ามเขาได้ยังไงล่ะ เอาเหอะ ๆ ขิมอยากแซวก็เชิญตามสบายเลย แต่บอกไว้ก่อนนะว่าวันไหนที่ขิมมีความรัก มีแฟนกับเขาเมื่อไหร่ รับรองเลยว่าชัญญ่าจะแก้แค้นด้วยการแซวคืนให้หนักกว่านี้อีก ขอบอก ! ”
            “ขิมน่ะไม่ขัดข้องหรอกนะ ที่จริงขิมอยากจะโดนแซวใจจะขาดแล้วด้วย แต่ สงสัยผู้ชายโชคร้ายคนที่ว่าคงจะยังไม่เกิด ขิมถึงหาเขาไม่เจอสักที”
            “แหม ๆ ๆ ลืมจริงหรือแกล้งลืมกันแน่ยะ ก็โนแอลนั่นไง เขาชะเง้อคอคอยมาตั้งหลายปีแล้ว ขิมก็ยอม ๆ ใจอ่อนกับเขาไปซะทีเหอะน่า”
            ชื่อที่ออกจากปากเพื่อนสนิท เป็นผลให้ขิมครามลดรอยยิ้มบนใบหน้าลงโดยไม่รู้ตัว โนแอลที่อินชญาเอ่ยถึงคือชายหนุ่มรูปงามลูกครึ่งไทย - ฝรั่งเศสที่มาติดพันเธออยู่แรมปี บุรุษผู้นั้นเคยถึงขนาดคุกเข่าขอขิมครามแต่งงานแล้วด้วยซ้ำ
            คำตอบ...ปฏิเสธ...เป็นไปดังที่ทุกฝ่ายคาดล่วงหน้า กระนั้นโนแอลกลับไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เขาดำรงตนเป็นทั้งเพื่อน พี่ชาย และพยายามที่จะเป็นคนรัก ชายหนุ่มไปมาหาสู่ คอยรับส่งดูแลขิมครามเยี่ยงเดิมไม่แผกเพี้ยน ทุกอย่างดำเนินไปเหมือนปกติ ต่างไปก็แค่โนแอลไม่เคยก้าวเข้าไปใกล้หัวใจขิมครามได้มากกว่าเดิมแม้แต่ธุลี
            ขิมครามสะท้อนใจ โนแอลช่างงดงาม ดีพร้อม ควรค่าให้สตรีทุกผู้ที่พบเห็นชื่นชมหลงไหล แต่ทำไมเธอไม่รักเขาก็สุดรู้ !
            หลายหนที่หญิงสาวรู้สึกได้ถึงความว่างเปล่าในหัวใจ แม้อยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงเฮฮา ภายใต้สีหน้าสนุกสดชื่น มีแต่เธอเท่านั้นที่รู้ดีว่าตนเองเหงา อ้างว้าง เดียวดายเพียงใด
            แต่ก็แปลก...บางครั้งขิมครามสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอยู่ข้างในลึก ๆ โดยไม่มีเหตุผล คล้ายว่ามีใครคนหนึ่งครอบครองความรักความห่วงใยของเธอไว้
            แต่ไม่ว่าพยายามคิดถึงมันเท่าไร สิ่งที่เธอระลึกได้กลับมีแต่ความว่างเปล่า !
            หญิงสาวมั่นใจ...เธอต้องคอยใครสักคน
            แต่ที่ไม่รู้ก็คือ เขาคนนั้นคือใคร และเมื่อไร...เธอจึงจะได้พบเจอ !
 
ท่าอากาศยานนานาชาติเบอร์ลิน - เทเกลค่อนข้างพลุกพล่านเนืองแน่น ด้วยเบอร์ลินเป็นเมืองหลวงของเยอรมนี และยังเป็นจุดเปลี่ยนเครื่องเพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายต่าง ๆ อีกหลายประเทศ
            ชายหนุ่มที่สวมสเวตเตอร์สีเขียวเข้มเข้าคู่กับกางเกงยีนสีดำซีดรูปร่างสูงใหญ่แทบไม่แตกต่างกับชาวเยอรมัน จะแปลกแยกอย่างเห็นได้ชัดอยู่บ้างก็ตรงเรือนผมสีน้ำตาลเข้มและผิวสีเข้มคล้ามแดดแบบคนเอเชีย เขาแหงนมองจอมิเตอร์ซึ่งบอกสถานะของเที่ยวบินที่แฟนสาวของเพื่อนจะเดินทางมาถึง ข้อความด้านหลังเพิ่งกะพริบเมื่อห้านาทีที่ผ่านมาเป็นสัญญาณบอกว่าเครื่องบินลงจอดเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มดูนาฬิกาข้อมือ คาดว่าต้องรออีกสักพักกว่าคนที่เขามารับจะผ่านพิธีการต่าง ๆ และออกมาด้านนอก
            อาทิตย์นึกถึงสาเหตุที่ทำให้ตัวเองต้องมายืนอยู่ที่นี่ด้วยรอยยิ้ม...
            หลายวันก่อนศรุตผู้เป็นเพื่อนสนิทแวะไปที่บ้านด้วยสีหน้ากลัดกลุ้มวานให้เขามารับแฟนสาวแทนเจ้าตัว
            ‘ฉันต้องไปประชุมด่วนที่แฟรงฝวร์ต กลับวันอังคาร แต่ชัญญ่าจะมาแบร์ลีนวันจันทร์นี่แล้ว แกช่วยไปรับแฟนฉัน แล้วก็พาเที่ยวแถว ๆ แบร์ลีนนี่ให้หน่อยสิ พอฉันกลับมา เราจะได้ออกเดินทางกันเลย’
            ‘เฮ้ย ! อะไรวะ เพิ่งแพลนกันอยู่แหมบ ๆ แป๊บเดียวถึงกำหนดเดินทางจริงแล้วเหรอ เร็วฉิบ !’ เขาอุทานด้วยความเคยชิน เกือบลืมไปแล้วว่าเคยรับปากจะช่วยเพื่อนพาแขกไปเที่ยวทั่ว ๆ ประเทศเยอรมนี ‘ฉันยังนึกว่าเราจะไปเที่ยวกันเดือนหน้าซะอีก นี่ถ้านายไม่เตือน ฉันลืมไปแล้วนะเนี่ย’
            ‘เฮ้ย ! ไอ้ทิตย์ ! อย่าเบี้ยวนะเว้ย ฉันขับรถคนเดียวไม่ไหวหรอก ไปช่วยกันผลัดขับน่ะดีแล้ว’ ศรุตโวยวาย ก่อนย้อนกลับไปที่ปัญหาเดิม ‘ตกลงเรื่องไปรับชัญญ่าที่ฟลุกฮาเฟนน่ะว่าไง ฉันจะได้โทร.บอกเขาไว้ก่อน ขืนมาถึงแล้วไม่เจอฉันไปรับจะเป็นเรื่องอีก’ แม้ปลายประโยคจะแขวะคนที่ไม่อยู่ตรงนั้น แต่ก็ยังฟังออกชัดว่าศรุตรักใคร่ผู้ที่ถูกพาดพิงถึงเพียงใด
            อาทิตย์จึงพยักหน้ารับแข็งขัน ‘นายจดเที่ยวบินมาละกัน เดี๋ยวฉันจัดการให้’
            นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาต้องมาอยู่ที่สนามบินในตอนนี้
            ชายหนุ่มอมยิ้มเมื่อนึกถึงอินชญา จากกิตติศัพท์ที่ได้ยินมา คนรักของศรุตทั้งสวยแล้วก็คล่องจนน่ากลัว ศรุตทั้งรักทั้งหวงแฟนสาวไม่น้อย รายนั้นถึงกับบินไปกลับปารีส - แบร์ลีนเป็นว่าเล่น ทุกครั้งที่มีวันหยุดศรุตจะไปหาคนรักที่ปารีส ไปกินข้าว เที่ยวพักผ่อนด้วยกันสองสามวัน แล้วค่อยกลับมาเรียนหนังสือต่อ
            นอกจากภาพถ่ายที่ศรุตวางไว้เต็มห้องพักแล้ว อาทิตย์ยังไม่เคยพบอินชญาเลยสักครั้ง แต่เท่าที่ฟังจากเพื่อน ชายหนุ่มมั่นใจว่าสตรีผู้นั้นคงต้องสวย ฉลาด และเก่งกาจอย่างหาตัวจับยากแน่นอน มิเช่นนั้นมีหรือที่ผู้ชายเจ้าชู้หน้าตาดีอย่างศรุตจะยอมหยุดทุกสิ่งทุกอย่าง และวางตัวเป็นแมวเชื่อง ๆ อยู่ในโอวาทของเธอเช่นนี้
            อาทิตย์แทบอดใจคอยพบผู้หญิงของเพื่อนไม่ไหว อยากเห็นนักว่าอินชญาที่เขาวาดภาพไว้จะสวยงามมากน้อยกว่าตัวจริงเท่าไร !
            ชายหนุ่มทอดเวลาคอยไม่นาน ใครบางคนก็กำลังมุ่งหน้ามาหาเขา เธอผู้นั้นผิวขาวจัด ดวงตาเรียวเฉียงปลายตวัดขึ้นน้อย ๆ ขณะผมสีน้ำตาลที่สไลด์ปัดเป๋ ๆ ด้านหน้า ไล่ไปยังผมม้วนเป็นหลอดใหญ่ที่แผ่กระจายเต็มหลังเมื่อรวมกับรูปร่างสูงระหงส่งให้เธอดูเหมือนนางแบบตามแคทวอล์คยิ่งขึ้น
            ชายหนุ่มเป่าปากโล่งอกเมื่อได้พบคนที่ตั้งใจมารับเสียที
            อินชญาสะพายกระเป๋าใบใหญ่ตามสมัยนิยม ขณะอีกมือลากกระเป๋าเดินทางใบย่อมตามหลังมาด้วย ผมสลวยยุ่งฟูเล็กน้อยถูกคาดทับด้วยแว่นกันแดดอันใหญ่ หญิงสาวสวมเสื้อยืดคอตลบเนื้อหนานุ่มสีขาวนวลกับกระโปรงยีนสั้น แต่ก็อุ่นได้ด้วยรองเท้าบู๊ตสูงถึงเข่า เสื้อโค้ตสีน้ำตาลไหม้ยาวเสมอชายกระโปรงที่สวมอยู่ยิ่งส่งให้หญิงสาวแลสวยเฉี่ยวทันสมัยอย่างยิ่ง ช่วงขาเพรียวยาวก้าวเข้ามาหาอาทิตย์ด้วยความยินดี
            “สวัสดีค่ะพี่อาทิตย์” แม้จะมาจากฝรั่งเศส แต่เธอกลับทักทายแบบไทย ด้วยการพนมมือไหว้เพื่อนของคนรักด้วยกิริยาแช่มช้อย
            อาทิตย์รับไหว้ เลิกคิ้วนิด ๆ อย่างประหลาดใจระคนทึ่ง “สวัสดีครับชัญญ่า รู้ได้ยังไงครับว่าผมคือคนที่ศรุตให้มารับ”
            “พี่แซมส่งอีเมลรูปพี่อาทิตย์ไปให้ชัญญ่าตั้งแต่วันก่อนแล้วค่ะ เขาบอกว่าถ้าคนที่มาคอยรับหน้าตาไม่เหมือนในรูป ห้ามไปด้วยเด็ดขาด” เธอทำเสียงขึงขังเลียนแบบคนที่โทร.มาย้ำแล้วย้ำเล่าตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง
            “แซมมันรอบคอบเสมอ แต่แปลกแฮะ มันไม่ยักบอกผมสักคำว่าตัวจริงชัญญ่าสวยกว่าในรูปขนาดนี้” ชายหนุ่มเย้า สีหน้าชื่นชมเป็นไปอย่างสุภาพ
            “โอ้โฮ...พี่ทิตย์ เจอหน้าก็แจกลูกยอก่อนเลยนะเนี่ย ถึงจะรู้ว่าพี่ชมตามมารยาท แต่ยังไงก็ขอบคุณนะคะ” คนพูดยิ้มปลื้ม
            อาทิตย์มองรอยยิ้มสดใสของหญิงสาวด้วยความพอใจ อีกสองสัปดาห์เต็มนับจากนี้ เขาและศรุตจะผลัดกันขับรถพาอินชญาท่องเที่ยวไปรอบ ๆ ประเทศเยอรมนี การผูกสัมพันธ์ทำความคุ้นเคยกันไว้ก่อน จะยิ่งช่วยให้บรรยากาศการเดินทางเป็นไปอย่างสนุกสนานยิ่งขึ้น
            ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาบนข้อมือ แล้วจึงเปลี่ยนเรื่อง
            “แซมบอกว่าชัญญ่ามีเพื่อนมาด้วยไม่ใช่เหรอ เขาอยู่ไหนละ เราจะได้ไปกันสักที เกือบเที่ยงแล้ว เดี๋ยวจะได้ไปหาอะไรกินกันด้วย”
            อินชญายิ้มแหย สีหน้าขณะออกตัวเต็มไปด้วยรอยประจบประแจง
            “พอดีเขาแวะซื้อของในดิวตี้ฟรีอยู่น่ะค่ะ อ้อ...มานั่นแล้ว”
            เจ้าถิ่นพยักหน้ารับรู้พลางหันไปตามทางที่อินชญาชี้ว่าเพื่อนของเธอ ‘มาโน่นแล้ว’
            ทว่าเพียงเสี้ยววินาทีที่อาทิตย์เห็นสตรีที่กำลังเดินใกล้เข้ามา หัวใจเขาก็เต้นระรัว ชายหนุ่มมองเพื่อนของอินชญาที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ด้วยอาการตกตะลึงพรึงเพริด !
            หญิงสาวรูปร่างสูงปานกลาง ไว้ผมบ๊อบสั้นระดับปลายคางล้อมกรอบดวงหน้าใส ผิวเธอผุดผ่องนวลละอองไม่แผกจากงาช้างชั้นดี ดวงตากลมโตรับกับจมูกเชิดน้อย ๆ ขณะริมฝีปากสีชมพูจางแต้มยิ้มกว้างสดใสแบบที่ทำให้อาทิตย์นึกถึงตะวันแรกฉายในยามอรุณรุ่ง ! โลกดูราวเจิดจ้าแจ่มกระจ่างขึ้นชั่วขณะ ชายหนุ่มเชื่อว่าถ้าเขาเป็นดอกทานตะวัน เขาคงพร้อมจะผลิบานเพื่อรอรับรอยยิ้มของเธอเป็นแน่ !
            หญิงสาวผู้นั้นเดินแกมวิ่งเข้ามายืนหอบอยู่ข้างอินชญา พร้อมกับออกปากขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่
            อาทิตย์กวาดตามองร่างแน่งน้อยที่แต่งกายเรียบง่ายด้วยเสื้อยืดแขนยาวสีม่วงจางกับกางเกงยีนขาว และเสื้อกันหนาวสีครีมแบบสุภาพด้วยความตื่นเต้นที่ไม่กล้ายอมรับว่าเกิดขึ้นในใจ แล้วรอยยิ้มก็ประดับไว้บนใบหน้าเขาก่อนจะห้ามทัน !
            น่าแปลก...กับผู้หญิงหลายคน ให้พยายามอย่างไรก็บังคับใจให้รักได้ยากเหลือเกิน แต่กับผู้หญิงอีกบางคน...แค่แรกเห็น แรกสบตา ชายหนุ่มก็รู้ได้ทันทีว่าเธอจะต้องมีความหมายกับหัวใจเขาไปตลอดชีวิตที่เหลืออย่างแน่นอน !
            และสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา...ก็อยู่ในจำพวกหลัง
            อาทิตย์ไม่เชื่อเรื่องรักแรกพบ แต่เขามั่นใจ...ความประทับใจเมื่อแรกเจอ จะสามารถนำไปสู่อะไรที่ว่านั่นได้อย่างไม่มีข้อสงสัย
            ไม่ว่าจะรอยยิ้ม กิริยาชม้ายชายตา หรือแค่สีหน้าอภิรมย์กับสิ่งรอบกาย ทุกสิ่งที่รวมกันเป็นเธอ...ล้วนแล้วแต่ตราตรึงอยู่ในใจเขาได้อย่างน่าประหลาด
            บางที...ถ้าความรู้สึกที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในใจเขาเป็นคำสาปมันอาจดีกว่า อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าต้องหาแม่มดสักคนช่วยไถ่ถอนมนตรานี้ให้ แต่ความหวังดังว่าคงเกิดขึ้นได้ยากเต็มที เพราะชายหนุ่มรู้ดีว่าที่หัวใจเขากำลังเต้นระรัวเป็นจังหวะประหลาด เกิดจากเหตุผลง่าย ๆ ประการเดียว...พรหมลิขิต !
            ต่อให้ได้พบเจอและพลัดพรากจากกันอีกกี่ครั้ง อาทิตย์เชื่อว่าเขาก็ต้องตกหลุมรักเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าชนิดที่หนีไม่พ้นแน่ ๆ
            เมื่อสาวน้อยผู้นั้นเงยขึ้นสบตาเขาด้วยท่าทีแจ่มใสรื่นรมย์ ชายหนุ่มก็กะพริบตาเรียกสติตนเองอย่างยากเย็น เขารีบเหยียดริมฝีปากตึงขึงความเคร่งขรึมไว้บนใบหน้าเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกแท้จริง
            อินชญาคว้าแขนเพื่อนผลักคนตัวเล็กกว่ามายืนเยื้องไปเบื้องหน้าเล็กน้อย แนะนำอย่างเป็นกันเอง
            “ขิมจ๋า...นี่พี่อาทิตย์ เพื่อนพี่แซมจ้ะ แล้วก็พี่อาทิตย์คะ นี่ขิมคราม รูมเมทของชัญญ่าเองค่ะ”
            คนอายุน้อยกว่าพนมมือทักทายอย่างเดียวกับเพื่อนสนิท “สวัสดีค่ะพี่อาทิตย์ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”
            อาทิตย์สูดหายใจเข้าลึกปรับจังหวะหัวใจให้เต้นเป็นจังหวะเดิม ฝืนยิ้ม “สวัสดีครับ คุณขิมคราม”
            “เรียกคุณเลยเหรอคะ ไม่เอาค่ะ แก่จัง พี่เรียกขิมว่าขิมเฉย ๆ ดีกว่านะคะ” น้ำเสียงแจ้ว ๆ ของเธอประทับแนบลงในความรู้สึกคนฟังได้อย่างน่าประหลาด
            “ตกลงครับ...ขิม” แล้วเขาก็เผลอรับคำด้วยความลืมตัว
            ขิมครามยกนิ้วโป้งให้เขา “เยี่ยมไปเลยค่ะ ต้องอย่างนี้สิคะ ขิมเห็นแววแล้วละว่าทริปนี้จะต้องสนุกแน่ ๆ ”
            แม้แต่อาทิตย์ก็เชื่ออย่างที่เธอออกปากเช่นกัน เพราะชายหนุ่มต้องพยายามอย่างยิ่งในการเกร็งใบหน้าไว้มิให้ริมฝีปากยกขึ้นดังใจปรารถนา เขารีบเสเปลี่ยนเรื่องก่อนที่ ‘ใบหน้าทรยศ’ ซึ่งรังแต่จะยิ้มรับรอยแจ่มใสของขิมคราม จะฉีกหน้าเขายับเยินไปมากกว่านี้
            “ถ้ามากันครบแล้ว งั้นเราก็ไปกันเลยดีกว่าครับ” อาทิตย์คว้ากระเป๋าลากขนาดย่อมของสองสาวมาไว้ในมือข้างละใบ เตรียมนำไปยังทางออกของอาคารผู้โดยสารขาเข้า
            พลาสติกแข็งที่ร้อยอยู่กับหูกระเป๋าทำให้เขาหิ้วได้ไม่สะดวกนัก ชายหนุ่มจึงก้มลงขยับมันไปอยู่ด้านข้าง ทันใดนั้นเองตัวอักษรเล็ก ๆ เรียงเป็นระเบียบบนนั้นก็โลดแล่นเข้ามาเต้นระบำอยู่ในความทรงจำของเขาเสียแล้ว
            ชายหนุ่มขมวดคิ้วนิดเดียว ก่อนกล้ำกลืนความรู้สึกใด ๆ ให้จางหาย เขาฝืนยิ้มน้อย ๆ กับตนเองขณะตวัดตามอง ‘นางสาวขิมคราม พิระกุล’ เหมือนจะให้แน่ใจว่ามิได้กำลังฝันไป
            เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ขิมครามเบือนหน้ามาพอดี หญิงสาวแต้มยิ้มบนใบหน้าพร้อมกับก้มศีรษะเล็กน้อย กิริยาอาการฝากเนื้อฝากตัวเป็นไปอย่างน่ารัก ขณะดวงตาสุกใสฉายแววรื่นรมย์
            อาทิตย์ส่งยิ้มคืนไปอย่างเผลอไผล ทั้งที่มือยังเกร็งจับหูกระเป๋าแน่น บอกไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ภายในกันแน่!

-------------------------------------------------

โปรโมชันพิเศษ เฉพาะวันนี้ - 28 ตุลาคม 2561 เท่านั้น
หนังสือทุกเล่มของสิริณ ลด 15% 
จัดส่งฟรีแบบสิ่งตีพิมพ์ลงทะเบียน
สนใจสั่งซื้อ คลิก >>> m.me/SirinFC


 
ตอนที่ 1
3
ตอนที่ 2