login

บทที่ 1

บทที่ 1
ท่ามกลางค่ำคืนอันเงียบสงบ ณ ตำหนักองค์ชายน้อยแห่งฉีเซียง
“องค์ชาย...องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงเรียกแสดงอาการลนลานดังขึ้นพร้อมการเขย่าปลุกร่างน้อยบนแท่นบรรทม กายเล็กเริ่มเขยื้อนอย่างคนที่เพิ่งจะรู้สึกตัว นัยน์ตาคู่นั้นก็ปรือขึ้นก่อนฉายแววประหลาดใจ “เกิดอะไรขึ้น?”
บุรุษหนุ่มข้างเตียงมีสีหน้าเคร่งเครียดชัดเจนยามกล่าว “พระองค์ต้องหนี”
องค์ชายน้อยขยับนั่งพลางขมวดคิ้วอย่างงุนงง “หนีไปไหน?”
หากอีกฝ่ายหนึ่งกลับมิรออธิบายความ เร่งมือสวมชุดคลุมดำมืดให้เจ้านายก่อนจะอุ้มร่างน้อยลงจากเตียงแล้วคว้ามือนั้นมากุมไว้ “ตามกระหม่อมมานะพ่ะย่ะค่ะ”
กงเสวียนเทียนหลง แม้ยามนี้งุนงง หากทว่าด้วยความสัมพันธ์อันสนิทสนมกับเจ้าของร่างใหญ่ซึ่งจับจูงเขาอยู่ เด็กชายจึงมิได้รู้สึกกังวลใจเท่าใดนัก
สองร่างต่างขนาดเร่งฝีเท้าไปตามเส้นทางแห่งวังหลวง ด้วยยศศักดิ์อันสูงส่งของบุรุษหนุ่ม จึงมิมีผู้ใดคิดสงสัยเกี่ยวกับเด็กน้อยในเสื้อคลุมที่เขาจับจูงแม้เพียงนิด การลักลอบหนีจึงเป็นไปอย่างง่ายดายดั่งคาด
ยามเมื่อทั้งคู่ออกพ้นเขตราชวัง รถม้าที่อยู่ภายนอกก็รอรับพวกเขาก่อนจะเคลื่อนตัวฝ่าความมืดมิดอันแสนหนาวเหน็บแทบจะในทันที
“มันเกิดอะไรขึ้น?” องค์ชายน้อยมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างมิใคร่เข้าใจนัก เสียงน้อยแจ้วว่า “เจ้าจะพาข้าไปไหน?”
“สถานที่ที่ปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ”
“ทำไมข้าต้องไปสถานที่ที่ปลอดภัยด้วย?”
ชายหนุ่มยังจำได้ดีถึงสายตาแสดงความลำบากใจของ ซือถูซื่อหลาง เมื่อสิบห้าปีก่อนยามได้ยินคำถามนั้น ด้วยคำตอบมิใช่สิ่งที่เด็กเช่นเขาในเวลาดังกล่าวควรได้ยินนัก
อดีตองค์รัชทายาทหนุ่มเดินไปตามแนวไม้เลื้อยในป่ารกชัฏแห่งหนึ่ง มือข้างหนึ่งกำหูศพกระต่ายอุ่น ๆ สามตัว อีกข้างลากธนูไปตามผืนดินซึ่งประปรายด้วยเศษใบไม้แห้ง นัยน์ตาคมเต็มไปด้วยแววแห่งการครุ่นคิด
คำนึงแล้วก็ให้ถอนหายใจยาวกับชะตาชีวิตของตน เป็นองค์รัชทายาทแห่งแคว้นได้เพียงไม่กี่ปี ยามอายุสามก็สูญเสียมารดา อายุห้าก็พลัดพรากจากบ้าน
เรื่องนี้แท้จริงต้องเล่าย้อนไปเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน กล่าวถึงฮ่องเต้แห่งฉีเซียงนาม กงเสวียนจงซื่อ มีฮองเฮาที่เขารักใคร่แลโปรดปรานยิ่งนาม ไป๋หูหลานหลาน เดิมทีนางคือองค์หญิงต่างแดนจาก แคว้นหัวหยิน การสมรสระหว่างทั้งสองเกิดขึ้นด้วยพันธสัญญาทางการเมือง ทว่าเรื่องก็เป็นไปอย่างเกินความคาดหมาย เมื่อพวกเขาต่างตกหลุมรักในตัวกันและกันตั้งแต่แรกพบ
ไม่กี่ฤดูกาลหลังการแต่งงาน หลานหลานฮองเฮาก็ให้กำเนิดบุตรชายนามกงเสวียนเทียนหลง ด้วยความที่จงซื่อฮ่องเต้ทั้งดีใจและโปรดปรานในลูกชายแรกของตนเป็นอย่างยิ่ง จึงมิได้เป็นการยากแต่อย่างใดที่องค์ชายน้อยจะถูกแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาทหลังลืมตาดูโลกได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น
อนิจจาสามปีให้หลัง หลานหลานฮองเฮาป่วยด้วยโรคประหลาดบางอย่างซึ่งหาสาเหตุมิได้ ก่อนจะสิ้นใจในเวลาต่อมา ระหว่างนั้นองค์จงซื่อฮ่องเต้ก็เริ่มป่วยด้วยโรคแปลกประหลาดเช่นเดียวกัน กลายเป็นอัมพาตครึ่งตัว มิมีความสามารถออกรับราชการใด ๆ ได้ หลังจากนั้นไม่กี่เดือน ฮองเฮาองค์ใหม่ก็ถูกแต่งตั้งขึ้น จากพระสนมเอก จงเจิ้งกุ้ยเหนียง ธิดาของเสนาบดีใหญ่แห่งฉีเซียง สู่ตำแหน่งกุ้ยเหนียงฮองเฮา
เป็นที่รู้กันไปทั่ววังหลวงว่าฮองเฮาองค์ใหม่คือผู้ถืออำนาจแท้จริงเบื้องหลังบัลลังก์มังกร ทว่ามิมีผู้ใดหาญกล้ามากพอจะลงมือทำการอันใด ด้วยนางทำหน้าที่ของตนอย่างไร้ซึ่งข้อบกพร่อง อีกทั้งยังมิมีข้อกังขามากเพียงพอที่จะให้เกิดการทักท้วงขึ้นมาได้ หากไม่นานหลังจากนั้น องค์รัชทายาทกงเสวียนเทียนหลงก็ป่วยเป็นโรคแปลกประหลาดอีกเช่นกันและสิ้นชีพตามมารดาไปในที่สุด
นั่นคือสิ่งที่หลายคนรับรู้ ทว่าข้อเท็จจริงซึ่งมีน้อยคนนักที่จะทราบคือ เขายังมีชีวิตอยู่ การตายอันถูกกล่าวขานนั้นแท้จริงถูกปลอมแปลงขึ้น เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของชายหนุ่มนั่นเอง
การจัดฉากนี้อยู่ภายใต้การดำเนินการของกลุ่มคนที่เชื่อว่าการเสียชีวิตของหลานหลานฮองเฮาหาได้เป็นเพราะโรคป่วยไข้ใด ๆ ไม่ ทว่ากลับเป็นการลอบสังหารซึ่งมีผู้อยู่เบื้องหลัง
กงเสวียนเทียนหลงถูกพวกเขาเหล่านี้พาหนีออกจากวังได้สำเร็จ ซึ่งกลุ่มคนที่ว่าคือเหล่าผู้จงรักภักดีต่อหลานหลานฮองเฮาและองค์รัชทายาทที่แท้จริง และเป็นคนกลุ่มนี้เองคือผู้ก่อตั้ง พรรคเขี้ยวมังกร โดยเป็นการรวมตัวของทั้งเหล่าอดีตแม่ทัพ ขุนนาง อำมาตย์ เสนาบดีหลายท่านด้วยกัน ซึ่งพวกเขาเคยเป็นข้าทาสบริพารภายใต้กงเสวียนจงซื่อ
เป้าหมายของเขี้ยวมังกร คือการทวงคืนบัลลังก์ให้แก่องค์รัชทายาทที่แท้จริงกงเสวียนเทียนหลง ซึ่งเวลานี้เป็นที่รู้จักกันในนาม เสิ่นจินสือ ประมุขพรรคเขี้ยวมังกร...หรือเขานั่นเอง
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาอีกครา อีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงม้าของเขา พลันร่างสูงต้องชะงักกึกยามหนึ่งเสียงลอยมากระทบโสตประสาท
เสียงอะไร?
คิ้วเข้มกระตุกเล็กน้อยพร้อมสัญชาตญาณการระวังภัยเข้าครอบคลุม เงี่ยหูฟังเพียงไม่นานเขาก็รู้ว่าต้นเสียงมาจากเบื้องหลัง เป็นการเขยื้อนของบางสิ่งลากครืดกับผืนดินเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ
เสียงนี้มัน...เลื้อย...หนัก...งู?
สรุปใจความได้ดังนั้นธนูในมือก็ถูกปล่อยลง มือหยาบจับหมับบนด้ามดาบข้างเอว ด้วยลักษณะการเคลื่อนไหวของมัน ชายหนุ่มมั่นใจว่าเดรัจฉานตัวดังกล่าวจะไม่จู่โจมโจมตีเขาโดยทันทีทันใด ก่อนจะหันไปมองช้า ๆ สิ่งที่ปรากฏสู่สายตา ทำให้เสิ่นจินสือต้องเบิกตากว้างอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง
เป็นอสรพิษสีดำมะเมื่อมตัวหนึ่ง หากกายมันกลับยักษ์ใหญ่ผิดธรรมชาติ ขนาดเสมือนดั่งช้างสาร กำลังแผ่แม่เบี้ยแสดงความองอาจ ทว่าสิ่งที่น่าตกใจกว่านั้น ในปากของมันบัดนี้คาบร่างไร้สติของหนึ่งอนงค์นางเอาไว้
ดวงเนตรนิลกาฬวาววับดั่งอัญมณีจ้องไปยังชายหนุ่มนิ่ง ซึ่งเสิ่นจินสือก็ได้แต่ยืนแข็งค้าง มิอาจคิดอ่านอันใดได้ทัน หากแม้นว่ามันหมายจะทำร้ายเขา ก็ทำได้ภายในเพียงหนึ่งกะพริบตาเท่านั้น
ในชั่ววินาทีแห่งความเป็นตาย อสูรยักษ์ค่อย ๆ โน้มกายคายร่างนงคราญลงบนผืนธรณีด้วยท่าทีนุ่มนวลราวทะนุถนอมยิ่ง หากนัยน์เนตรคู่นั้นยังมิละจากเสิ่นจินสือไปไหน มันจ้องเขาอยู่อีกครู่ราวต้องการสื่อสารบางสิ่งก่อนจะขยับร่างหันเขยื้อนยังอีกทางแล้วจึงเลื้อยเชื่องช้าจนลับสายตาไปเพียงระยะเวลาไม่นาน
ยามนั้นสติของบุรุษหนุ่มคล้ายเพิ่งหวนคืน เขาสะบัดหน้าสองสามทีก่อนสายตาจะจับจ้องอยู่ที่ร่างหมดสติของสตรีแปลกหน้าด้วยอารามมึนงงสุดขีด
แท้จริงแล้วเพิ่งเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?
บทที่ 1
3
บทที่ 2