login

ฝากฝัง

“นาง ไปหาไรกินกันไหม”
เสียงของเพื่อนทำให้คนที่กำลังเก็บของเงยหน้าขึ้น เธอขยับแว่นทรงกลมให้เข้าที่หลังจากที่มันร่วงลงเล็กน้อยเมื่อเธอก้มหน้า
“ปิดเทอมไม่ได้เจอกันตั้งนาน มีเรื่องอยากจะเมาท์กับแก กับไอ้แก๊ปเยอะแยะเลย” เพื่อนคนเดิมที่ใช้เวลาช่วงปิดเทอมที่ผ่านมาไปกับการ work and travel พูดต่อ
หญิงสาวยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมอง ก่อนจะส่ายหน้าด้วยความเสียดาย
“ไปไม่ได้อะ อาจารย์ที่ปรึกษาเรียกให้ไปหาน่ะ เห็นว่ามีเรื่องไหว้วาน”
“เหรอ เรื่องอะไรอะ” เพื่อนสนิทที่นั่งด้านข้างเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ แต่เธอก็ได้แต่ส่ายหน้าด้วยไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องอะไร
“อาจารย์บอกแค่นี้อะ พวกแกไปกันก่อนเลยนะ เดี๋ยวถ้าไปทันจะตามไป”
“ฝากซื้อของกินไหม ยังไงบ่ายก็ยังเรียนด้วยกัน” เพื่อนสนิทอีกคนที่ลุกขึ้นจากเก้าอี้เอ่ยถาม
“เดี๋ยวไลน์หาแล้วกัน” นางบอกกับเพื่อนทั้งคู่ “ขอบใจนะพวกแก”
“ไลน์มาแล้วกันนะ”
นางจึงแยกกับ อรและแก๊ป เพื่อนสนิททั้งสองของเธอ ตรงไปยังห้องพักครูที่ตึกคณะ ห้องของอาจารย์ที่ปรึกษาเธออยู่ที่ชั้นสาม เมื่อเข้าไปด้านในก็มีห้องพักครูแยกย่อยเป็นห้องเล็กๆ นางตรงไปยังหน้าห้องของอาจารย์สาวคนหนึ่ง ได้ยินเสียงพูดคุยกันเบาๆ ลอดออกมา เมื่อเธอเคาะประตู เสียงด้านในก็เงียบลง
ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นประตูก็ถูกเปิดออก คนที่เปิดคือคนแปลกหน้าที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับอาจารย์ที่ปรึกษาของเธอ นางสบตากับเขาด้วยความประหลาดใจ เห็นอีกฝ่ายใส่ชุดนักศึกษา ไว้ผมสไตล์เกาหลีปรกหน้าผาก เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนเสริมให้ใบหน้ายิ่งสว่าง
เขาตาชั้นเดียว ไม่โตนักแต่ก็ไม่สามารถเรียกได้ว่าตาตี่ จุดเด่นบนใบหน้าคือริมฝีปากอิ่มที่ดูชุ่มชื้นเสียยิ่งกว่าริมฝีปากผู้หญิงอย่างเธอ นางกะพริบตาปริบ นึกสงสัยในเชื้อชาติของหนุ่มแปลกหน้าตรงหน้า นี่เขาเป็นคนไทยหรือเปล่านะ แล้วเธอควรจะทักทายเขาว่ายังไงดี
“นิษฐามาพอดี เข้ามาก่อนจ้ะ” อาจารย์ที่ปรึกษาเรียกให้เธอมานั่งที่เก้าอี้ว่างอีกตัวข้างชายหนุ่ม นางเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะทรุดลงนั่งข้างเขา
ชายหนุ่มคลี่ยิ้มให้เธอ ผงกศีรษะให้น้อยๆ ด้วยความเป็นมิตร นางผงกศีรษะตอบ
“นี่คือ นรินทร รหัส 048”
“อ้อ ค่ะ” ถ้าอย่างนั้นตานี่ก็คนไทยนี่นา
วันนี้เป็นวันเปิดเทอมขึ้นปี 2 ของเธอ ภายในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยพบหน้าคนที่ชื่อนรินทรผู้มีรหัสก่อนหน้าเธอเลย อาจารย์ที่ปรึกษาเคยบอกแค่ว่าเขามีเหตุจำเป็นบางประการทำให้กลับมาเรียนปี 1 ที่นี่ไม่ทัน ขณะนั้นเขาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ นางจึงลืมเขาไปเสียสนิท ไม่คิดว่าเขาจะกลับมาเรียนในปีนี้
“สวัสดีครับ เบียร์ครับ” ชายหนุ่มแนะนำตัวเองด้วยชื่อเล่น ส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจมาให้เธอ
หืม… หน้าตาดีไม่เบา หากมาเรียนตั้งแต่ปีแรกอาจจะได้เป็นเดือนคณะก็ได้นะเนี่ย
“นางค่ะ” เธอแนะนำตัวตอบ ก่อนจะหันกลับไปหาอาจารย์ที่ปรึกษา “อาจารย์มนมีอะไรให้นางช่วยเหรอคะ”
“ก็เรื่องนรินทรนี่แหละ คือตัวปีแรกๆ เขาสามารถโอนหน่วยกิตมาได้ก็จริง แต่ครูกลัวว่าเขาจะตามไม่ทัน เห็นเราเรียนดี เลยอยากให้ช่วยดูแลเขาหน่อย พวกวิชาเมเจอร์น่ะจ้ะ”
“อ้อ… ได้ค่ะ” นางพยักหน้ารับแต่โดยดี ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง
“เทอมนี้ครูให้เขาลงตัวเมเจอร์ส่วนใหญ่ตามนิษฐาหมดเลย เราจะได้ช่วยดูให้เพื่อนได้”
“ค่ะ” นางพยักหน้าอีกหน
“ฝากเพื่อนด้วยนะ ดูจากเกรดปีก่อน นรินทรก็เรียนเก่ง ไม่น่ามีปัญหาอะไร” อาจารย์ที่ปรึกษาพูดแล้วก็เหลือบมองนาฬิกาที่วางอยู่บนโต๊ะ “ทั้งสองคนไปทานข้าวเถอะจ้ะ เดี๋ยวจะไม่ทัน มีอะไรก็โทรหาครูได้ตลอดนะ”
“สวัสดีค่ะ/สวัสดีครับ” ทั้งสองยกมือไหว้อาจารย์ที่ปรึกษา ก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกมาข้างนอกด้วยกัน
“เรายังไม่ค่อยรู้จักทาง ขอไปด้วยก่อนได้ไหม” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นขณะเดินตามนางลงบันไดมา นางเงยหน้าขึ้นมองเขา เมื่อครู่นี้ที่เขานั่ง เธอดูไม่ออกว่าเขาจะสูงถึงขนาดนี้ เธอเองก็ไม่ได้ตัวเตี้ยมาก ราวๆ 160 ซม. แต่ดูเหมือนว่าเขาจะสูงเกิน 180 ซม. ไปแล้ว
หน้าตาก็ดี ตัวก็สูงโปร่ง ถ้าบอกว่าเป็นดาราเธอก็เชื่อนะเนี่ย
“ได้สิ กินข้าวมาหรือยัง”
“ความจริงก็กินมาแล้วล่ะ” เขาตอบ “นางจะไปโรงอาหารใช่ไหม ขอไปด้วยนะ”
ผู้ชายคนนี้ขี้กลัวหรือติดคนกันแน่เนี่ย
“ได้สิ แต่เดี๋ยวขอโทรหาเพื่อนก่อนนะ”
“อืม”
นางจึงโทรหาเพื่อนสนิททั้งสอง เพื่อนของเธอบอกว่าอยู่ที่โรงอาหารของคณะพอดี เธอจึงบอกว่าจะตามไป พร้อมกับพาเพื่อนใหม่คนนี้ไปด้วย
ระหว่างทางเดิน เบียร์ชวนเธอคุยบ้างบางครั้ง ให้เธอแนะนำตึกเรียนที่เดินผ่าน เขามองซ้ายขวาด้วยความสนใจ แต่ในขณะเดียวกันทุกคนที่พวกเขาเดินผ่านต่างก็มองเขาเป็นตาเดียว ผู้หญิงหลายต่อหลายคนจ้องมองเขาอย่างออกนอกหน้า แต่เจ้าตัวก็ไม่สนใจราวกับชินเสียแล้ว
และในโรงอาหารที่คนแสนจะพลุกพล่าน เมื่อเขาเดินเข้ามาก็กลายเป็นจุดสนใจไปในทันที ทำเอาเธออดขัดเขินไม่ได้ที่ต้องเดินอยู่ข้างเขา
กระทั่งเพื่อนสนิททั้งสองคนของเธอยังอ้าปากค้างเมื่อเห็นเขา
“ไอ้นาง แกไปคว้านักร้องเกาหลีมาจากไหนเนี่ย”
คนถูกนินทาซึ่งหน้าคลี่ยิ้มหวานขณะหัวเราะแผ่วเบา ดวงตาหยักรีสบตาเพื่อนของเธอด้วยแววตาเป็นมิตร ร่างสูงทรุดลงนั่งข้างสาวผมสั้นเจ้าของชื่อแก๊ปเมื่อเห็นว่านางนั่งลงข้างเพื่อนสาวผมยาวสลวยที่ชื่ออร
“เบียร์ครับ รหัส 048”
“อ๋อ” เพื่อนทั้งสองของเธอทำสีหน้ารับรู้ “คนที่ไม่มาเรียนปีที่แล้ว”
“ใช่ครับ ปีที่แล้วติดฝึกอยู่ที่เกาหลี”
“อ้อ” พวกเธอไม่แปลกใจเลยที่ได้ยินว่าเขาเคยอยู่ที่ไหนมาก่อน
“ฝึกเหรอ ฝึกอะไรอะ” นางเลิกคิ้วถามด้วยความประหลาดใจ อย่าบอกนะว่าจะเดบิวต์เป็นบอยแบนด์หรืออะไรทำนองนั้น
เบียร์อ้าปาก ยังไม่ทันจะได้ตอบ สาวผมยาวเจ้าของชื่ออรก็เบิกตากว้างเมื่อนึกได้ ยกมือขึ้นชี้หน้าหนุ่มหน้าใส
“เฮ้ยๆๆ ฉันว่าฉันเคยได้ยินข่าว เบียร์ๆๆๆ… เบียร์ที่ชนะประกวดปะ” อรขยับนิ้วขึ้นลงด้วยความตื่นเต้น “ของค่าย S.C.ENT ที่เคยมาออดิชั่นที่ไทยเมื่อหลายปีก่อนอะ”
นางตาโต …เอ้า นี่ไปฝึกเป็นไอดอลจริงๆ เหรอนี่
“ใช่” เบียร์ตอบพร้อมกับยิ้มพราย “ยังมีคนจำได้อยู่เหรอ ขอบใจนะ”
“ไอ้อรมันสุดยอดติ่งเกาหลี เรื่องผู้ชายน่ะจำแม่น” สาวผมสั้นแหย่เพื่อนก่อนจะหัวเราะ
“จำได้ว่าปีนั้นมีคนชนะสองคนนี่นา อีกคนล่ะ” อรถามต่ออย่างตื่นเต้น “แล้วทำไมถึงกลับมาล่ะ”
“เนมก็กลับมา แต่เรียนวิศวะอยู่คนละม. กัน” เบียร์ตอบคำถามอย่างใจเย็น ดวงตายังคงฉายแววเป็นมิตรไม่คลาย “ยกเลิกสัญญากับที่โน่นแล้วน่ะ ปีนี้ก็เลยกลับมาเรียนที่ไทย ค่ายที่นี่เขาก็ติดต่อมาหาพวกเราด้วย”
“ค่ายอะไรอะ”
“แกเป็นนักข่าวเหรอไอ้อร” นางอดแขวะเพื่อนไม่ได้
“แกไปซื้อข้าวไป” อรไล่ “เบียร์ก็เหมือนกัน”
“เรากินมาแล้วล่ะ” ชายหนุ่มตอบยิ้มๆ “ค่าย MUSE น่ะ ที่มีพี่ๆ ZEYA กับพี่รันอยู่”
“อ๋อๆ” พอพูดถึงวงสี่สาวกับอีกนักร้องเดี่ยวชื่อดังของวงการไทย แก๊ปก็พานพยักหน้ารับรู้ไปด้วย “โห ค่ายนี้เขาพ่อบุญทุ่มจังนะ กะยึดวงการเพลงสมัยใหม่เลยปะเนี่ย”
“เห็นว่าค่ายนี้เพิ่งมีออดิชั่นไปนี่ เพิ่งประกาศคนชนะไป น้องที่ชื่อทีเจน่ะ” แก็ปบอก
“ไปซื้อข้าวกินดีกว่า” นางลุกขึ้นจากโต๊ะ เดินวนเลือกร้านไปมา สุดท้ายก็ไปจบลงที่ร้านก๋วยเตี๋ยว
จนกระทั่งเธอเดินกลับมา พวกเพื่อนๆ ทั้งเก่าและใหม่ล่าสุดก็ยังคุยกันเรื่องในวงการไม่จบ แต่ถึงกระนั้นข้าวในจานของทั้งอรและแก๊ปต่างก็หมดลง เดาว่าคนที่ต้องพูดมากกว่าเพื่อนคงเป็นเบียร์ สองสาวคงเน้นฟังจึงมีเวลาทานจนเกลี้ยงอย่างนี้
“แกไม่ขอให้เขาเขียนชีวประวัติให้อ่านเลยล่ะ” นางอดแขวะไม่ได้
“คนไม่อินอย่างแกจะไปเข้าใจอะไร” อรสวน เบียร์ฟังสองสาวเถียงกันแล้วก็อดขำไม่ได้
“ไม่เป็นไร เราเล่าได้” เขาบอกอย่างใจกว้าง หัวเราะเล็กน้อยขณะพูดประโยคถัดมา “ไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับหรอก ยกเว้นบางเรื่องนะ”
“มีวงใหม่ที่จะเดบิวต์ใช่ม้า เราจำได้ค่ายนี้มีเด็กฝึกหล่อๆ ที่ชื่อซึงฮยอนอะ ได้ฝึกด้วยกันปะ” อรถามต่อ
“ซึงฮยอนน่ะชื่อโหลนะ” เบียร์หัวเราะ “แต่ที่จะเดบิวต์มีชื่อพัคซึงฮยอน ที่อายุน้อยกว่าเราสองปี น่าจะเดบิวต์ปลายปีนี้นะ เราว่าอีกไม่นานก็คงมีข่าวออกมา”
“มีกี่คนอะ แล้วชื่อวงอะไร”
“ไอ้อรนี่มันสุดยอดติ่งจริงๆ” แก๊ปหัวเราะ
“ชื่อวงรอค่ายเขาประกาศเถอะนะ” เบียร์ยิ้มอย่างขอโทษขอโพย “แต่บอกได้ว่ามีเจ็ดคน”
“แล้วพวกเบียร์ทำไมถึงยกเลิกสัญญาล่ะ ไม่ได้เดบิวต์กับเขาเหรอ” ถ้าจะเดบิวต์ภายในปีนี้ ก็เหลืออีกแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น พอคิดๆ แล้วคนที่ฟังอยู่เงียบๆ มาตลอดอย่างแก๊ปก็อดถามไม่ได้
เบียร์เม้มปาก ดวงตาหลบต่ำลงราวกับชั่งใจที่จะพูดดีไหม นางที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมองเห็นสีหน้านั้นของเขา
“อย่าเซ้าซี้เขามากเลยน่า เดี๋ยวก็ทำเพื่อนลำบากใจหรอก” นางบอกขณะก้มหน้าลงตักน้ำก๋วยเตี๋ยวขึ้น
“’โทษทีนะ” เบียร์ผงกศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงขอโทษ “เรื่องนี้มีคนเกี่ยวข้องหลายคน เราไม่รู้ว่าควรจะพูดดีไหมหรือพูดได้หรือเปล่า แต่ในส่วนของเรา เราคิดว่า ได้กลับมาก็ดีแล้วล่ะ ถึงโอกาสนึงจะหมดลง ก็ยังมีโอกาสใหม่เข้ามา”
เป็นคนที่มองโลกในแง่ดีจังแฮะ… นางเคี้ยวเส้นก๋วยเตี๋ยวไปก็อดคิดไม่ได้ เธอแอบเหลือบสายตามองใบหน้าหล่อเหลาของเขา อดสงสัยไม่ได้ว่าไอ้ท่าทีเทพบุตรทั้งภายนอกภายในนี่จะมีที่จริงอยู่สักแค่ไหน และด้านมืดของเทพบุตรคนนี้จะเป็นแบบไหนกันนะ
จะบอกว่าเธอมองโลกในแง่ร้ายก็ได้ แต่ปกติแล้วมนุษย์เราก็ต้องมีด้านดีและด้านไม่ดีไม่ใช่หรือไงกันล่ะ
“แสดงว่า มาที่นี่ก็จะได้เป็นนักร้องอยู่ดีใช่ปะ” เหยี่ยวข่าวสาวเฉพาะกิจยังคงทำหน้าที่สัมภาษณ์ต่อไป เคราะห์ดีที่คนถูกถามไม่หยุดไม่มีท่าทีอึดอัดหรือรำคาญใจ
เบียร์ยิ้มตอบคำถามนั้น “อื้ม แต่ต้องรอหน่อย ตอนนี้ในทีมก็มีคนจากหลายที่ เพิ่งจะรู้จักกันด้วย”
“ว้าย บ้านเราจะมีบอยแบนด์เพิ่มขึ้นแล้วใช่ไหมอะ คราวนี้บอกได้ไหมว่ามีใครบ้าง กี่คน ชื่อวงอะไร”
“ใจเย็นแก” นางหัวเราะขำเพื่อน
“เฮ้ย เบียร์หล่อขนาดนี้ ฉันยอมติ่งวงเบียร์เป็นวงแรกในประเทศไทยเลย” อรสถาปนาตัวเองเป็นแฟนคลับคนแรกของวงทันที เบียร์ได้ยินก็ยิ้มกว้างจนตาหยี แม้จะเขินกับคำชมแต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขาดีใจที่ได้แฟนคลับของวงคนแรกแล้ว
“ขอบคุณนะ เพื่อนในทีมเราก็เก่งมากๆ คิดว่าถ้าเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นแล้วคงมีข่าวออกมาบ้าง”
“เอาคร่าวๆ ก่อนได้ไหมอะ อยากรู้แล้ว” แม้แต่แก๊ปก็เริ่มให้ความสนใจ
“ก็ได้นะ คือตอนนี้ในทีมมีทั้งหมดหกคน” เบียร์เริ่มอธิบาย “เรากับเนมสองคน พี่เวฟเป็นหัวหน้าทีม คนนี้เต้นเก่งมาก เพิ่งกลับมาจากอเมริกา แล้วก็มีบาสกับเคนนี่ที่เป็นเด็กฝึกของค่าย เคนนี่น่าจะเคยเห็นหน้าบ้างนะ เห็นว่ามีผลงานโฆษณากับเล่น MV อยู่บ้าง”
“เคนนี่… คนที่หน้าฝรั่งๆ ที่เล่น MV เพลง Silver Star ของรัน ดารัณ ใช่ปะ”
“ไอ้แก๊ป แกว่าฉันติ่งเกาหลี แต่พอเป็นคนไทยแกก็รู้ดีกว่าฉันเยอะนะยะ ไม่ติ่งเล้ยยยแกเนี่ย” อรอดแขวะเพื่อนไม่ได้
“คนนั้นแหละ” เบียร์หยุดการทะเลาะของเพื่อนโดยตอบคำถามราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “แล้วอีกคนชื่อ เร็น ที่ได้ที่สองของงานออดิชั่นที่ผ่านมาน่ะ”
แก๊ปพลันนึกถึงใบหน้าน่ารักของเด็กหนุ่มที่เธอเคยดูในรายการดังกล่าว “อ๋อ เด็กญี่ปุ่นคนนั้น”
“ตอนนี้ก็เหมือนมาปรับพื้นฐานกันใหม่อยู่ ไม่สิ ต้องเรียกว่า หาจุดสมดุลของทุกคนมากกว่าน่ะ เพราะเรียกได้ว่าก็ต่างที่มากันพอสมควร” เบียร์พูดแล้วก็หัวเราะ “แล้วก็อย่างพี่เวฟน่ะ เต้นเก่งมากก็จริง แต่เรื่องร้องก็ถือว่าเป็นคนที่ต้องพัฒนาที่สุด ทีนี้ก็มีคนเสนอให้ไปแร็ปแทนนะ เพราะตอนนี้มีแร็ปเปอร์แค่คนเดียว แต่พี่เวฟก็ปฏิเสธ ส่วนเร็นก็อย่างที่เห็น ยังพูดไทยไม่ค่อยชัด คือสื่อสารได้ดีนะสำหรับคนที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่หนึ่ง แต่เหมือนเจ้าตัวก็ยังไม่พอใจ”
“น้องเขาดูขี้อายๆ นะ จริงๆ เราก็แอบเชียร์ในงานออดิชั่น น่าเสียดายที่ไม่ชนะ”
“แต่ฉันว่า ก็ไม่แปลกนะที่จะแพ้”
“อ้าว”
“ก็อีกฝ่ายก็เก่ง แถมยังเป็นลูกคนดัง”
อรและแก๊ปเริ่มเปิดประเด็นถกเถียงกันอีกรอบ คราวนี้เบียร์ไม่รู้จะแทรกตรงไหนดี จึงได้แต่หันมาหาคนที่ก้มหน้าก้มตาทานมื้อกลางวันโดยไม่สนใจเพื่อนที่ยังคุยกันไม่เลิก จนเธอกินอิ่มจึงได้เงยหน้าขึ้นมาและพบว่าเบียร์กำลังจ้องอยู่
“อะไร เริ่มหิวแล้วเหรอ”
“เปล่า” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มบาง “นางล่ะ อิ่มหรือยัง”
…นี่เธอดูหิวโหยหรือว่ายังไงเนี่ย หรือว่าเธอกินแบบมูมมามไปหน่อย
ดูเหมือนเบียร์จะอ่านสีหน้าเธอออก จึงหัวเราะแผ่วเบาก่อนจะอธิบายว่า “นางเป็นคนที่ดูมีความสุขกับการกินดีนะ แบบเพลิดเพลินกับการกินมาก ดูแล้วยังเพลินเลย”
“ก็มันอร่อย แล้วนี่ก็โรงอาหาร ไม่เห็นจะต้องเก็บอาการเลย ใครๆ ก็กินข้าวกัน” เธอพึมพำ
“ถูกแล้วล่ะ ถึงบอกไงว่าดูเพลิน ดูแล้วมีความสุขตามไปด้วย” เขาพูดแล้วหัวเราะ
“นี่ไม่ได้ล้อกันใช่ไหมเนี่ย”
“เปล่าๆ เราคิดอย่างนั้นจริงๆ”
“อ้าวๆ มาถึงก็จีบกันแล้วเหรอ” สองสาวที่หยุดทะเลาะกันเมื่อไรก็ไม่ทราบได้ เริ่มรวมทีมมาโจมตีคนร่วมโต๊ะเสียแล้ว
“ไอ้บ้า” นางด่าเพื่อน
“อรกับแก๊ปอย่าทำให้นางโกรธเรานะ เรายังต้องพึ่งชีทของปีก่อนจากนางอยู่” เบียร์บอกกับสองสาวด้วยรอยยิ้ม
“โอ๊ย เอาของเราไปแทนก็ได้”
“แหม ไอ้อร ฉันว่าของนางมันก็ดีแล้ว วิชาภาษาไทยปีก่อนเกรดแกลงเหวเลยนะยะ”
“กรี๊ด อย่าพูดถึง” อรยกมือขึ้นปิดหู “ก็ฉันเกลียดภาษาไทย อิ๊งด้วย”
“แล้วยังจะกล้าให้เบียร์ยืมชีทอีกนะ”
“ฮ่าๆๆ” เบียร์อดหัวเราะไม่ได้ พอเขาหัวเราะเสียงดัง นางก็เผลอเหลือบสายตาขึ้นมองเขาอีกหน ใบหน้าหล่อเหลานี้ยามที่หัวเราะก็ยิ่งสดใส เขานี่ช่างเป็นอาหารตาชั้นดีเสียจริงๆ
แต่อาหารตาก็คืออาหารตา ยังไงเธอก็ไม่ฝันสูงคิดว่าเขาจะจีบจริงหรอกน่า และเธอเองก็มิบังอาจจะจีบคนที่อยู่คนละเลเวลกับตัวเองแบบนี้ด้วย
เธอก็คิดว่าตัวเองก็หน้าตาพอใช้ได้ ไม่ได้แย่แต่ก็ไม่ได้ดี แต่ที่สำคัญคือแค่เห็นเขาก็รู้แล้วว่าต้องเป็นคนที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี วางตัวดี ทุกคำพูดล้วนผ่านการคิดพิจารณาเพื่อไม่ให้เดือดร้อนถึงใคร แถมยังสุขุมใจเย็น นอกจากนี้ก็กำลังจะเป็นดาราอีกด้วย จะให้เอาตัวเองไปเทียบกับเขายังไงก็ไม่มีทางได้สักครึ่งหนึ่ง
“ไปๆ ใกล้จะบ่ายแล้ว เดี๋ยวเดินไปถึงช้า” นางยกถ้วยก๋วยเตี๋ยวที่หมดเกลี้ยงขึ้นและเดินไปเก็บ
ทีแรกเธอนึกว่าเพื่อนเดินตามมา แต่พอวางจานลงกับที่เก็บและหันมาอีกทีทุกคนก็หายไปหมด เธอกวาดสายตาไปรอบๆ สุดท้ายก็มองเห็นหนุ่มตัวสูงโย่งเด่นออกมาจากหน้าร้านขายน้ำ มองเห็นด้านหลังอันคุ้นเคยของเพื่อนสนิทอีกสองคนก็แน่ใจ จึงรีบเดินเข้าไปหาทั้งสามที่ยืนอยู่อีกฝั่งของโรงอาหาร
เบียร์หันกลับมามองหาเธอ และสบตากับเธอเข้าพอดี จึงส่งยิ้มให้
“นางเอาน้ำอะไร เราเลี้ยง” เขาเอ่ยถาม
“ไม่เป็นไร…”
“ไม่ได้ อรกับแก๊ปจัดแล้ว นางก็ต้องเอาด้วย” เขาไม่ยอมให้เธอปฏิเสธ แถมยังอ้างถึงเพื่อนทั้งสองคนของเธอที่คนหนึ่งยืนดูดชาเขียว กับอีกคนที่กำลังรับโกโก้ปั่นมาจากแม่ค้า
“…น้ำเปล่าก็ได้ ขอบคุณ”
เบียร์พยักหน้ารับ ก่อนจะยื่นขวดน้ำเย็นๆ ที่ตนเองเพิ่งซื้อมาให้เธอ ก่อนจะหันไปขอเพิ่มจากแม่ค้าอีกหนึ่งขวด
ทั้งสี่เดินออกจากโรงอาหาร กลับไปยังอาคารเรียน ระหว่างนั้นโทรศัพท์มือถือของเบียร์ก็ดังขึ้น เขาจึงให้ทั้งสามคนเดินนำไปก่อน แต่นางยังคงเดินเคียงข้างเขา ส่วนเพื่อนอีกสองคนของเธอก็เดินนำไปพลางเมาท์กันไปด้วย
เบียร์กดรับสาย
“ว่าไง …อ๋อ ไปดิ …แล้วแต่มึงอะ มึงเป็นคนชวนก็คิดดิ” เขาพูดแล้วก็หัวเราะ “ได้ แต่ถามเร็นมันรึยังอะ มึงทึกทักเอาเองว่ามันจะไปด้วยก็ได้เหรอวะ …เอ้า …เออๆ ก็ได้ เดี๋ยวกูโทรบอกอีกที”
เขาวางสาย ขณะกำลังจะกดโทรออกหาอีกคนก็เห็นคนข้างตัวกำลังมองมาที่เขาอย่างสนใจ
“อะไรเหรอ”
“เปล่าๆ แค่แปลกใจ” นางรีบหันหน้ากลับด้วยความเขินที่เขาจับได้ “คิดว่าเป็นคนไม่พูดคำหยาบเสียอีก แบบมึงกูอะไรงี้ แต่ก็ผู้ชายนี่เนอะ”
“เราดูเป็นคนเรียบร้อยเหรอ” เบียร์ถามแล้วก็หัวเราะ
“อือ”
“ตอบตรงจังนะ” เขาหัวเราะอีกหน “ความจริงนอกจากกับเพื่อนก็ไม่พูดกับคนอื่น ถ้าพ่อแม่ได้ยินก็จะไม่พอใจ แต่กับเพื่อนก็ยกเว้นให้ ถ้าไม่หยาบมากนะ”
ลูกคุณหนูจริงๆ ด้วย…
“’โทษทีนะ ขอโทรศัพท์แป๊บนึง เดี๋ยวจะถึงเวลาเรียนมันเสียก่อน” เขาพูดแล้วก็ยกสมาร์ทโฟนขึ้นแนบหูอีกหน
“ได้ๆ ‘โทษทีที่ขัดจังหวะ”
“ไม่หรอก …เร็น นี่เบียร์นะ เย็นนี้ว่างไหม เนมมันอยากไปกินบุฟเฟ่ต์ พอดีมันมีโปรโมชั่นมา 3 จ่าย 2 ว่างไปรึเปล่า …โอเค ดีๆ เดี๋ยวเย็นนี้พี่ไปรับที่โรงเรียน …รถติดเหรอ งั้นเจอกันที่ห้างก็ได้ เดี๋ยวให้เนมมันส่งโลเคชั่นให้ …โอเคๆ เจอกัน”
เบียร์วางสายแล้วก็หันมาส่ายหน้าให้นางทั้งที่ยังขำ
“บุฟเฟ่ต์รับเปิดเทอมเหรอเนี่ย เชื่อไอ้เนมมันเลย”
นางหัวเราะตาม “แล้วทำไมไม่ห้ามเพื่อนล่ะ ยังโทรนัดคนอื่นให้อีก”
“มันก็ชวนกินทุกอาทิตย์อยู่แล้วน่ะ แต่ไม่คิดว่าวันเปิดเทอมก็ไม่เว้น”
“ก็นั่นแหละ ไม่ห้ามล่ะ”
“เนมมันเอาแต่ใจจะตาย ห้ามไม่ไหวหรอก” เขาพูดแล้วก็หัวเราะ นางฟังแล้วก็ส่ายหน้าระอา
…ก็ไม่ได้คิดจะห้ามเพื่อนนี่นา
 
ฝากฝัง
3
เตือน