login

ตอนที่ 1

เจ็บจี๊ดๆ
 
Tei’s Talk
“เฮ้ย ว่าไง”
“เออ”
คนที่ทักผมและกำลังโบกไม้โบกมืออยู่อีกฟากถนนคือ ‘ไอ้จ๊อบ’ เพื่อนสนิทของผมเอง ผมพยักหน้ารับ แต่เพียงครู่เดียวรอยยิ้มกว้างของผมก็มีอันต้องหุบ เพราะเห็นมือหนาของมันกำลังกุมมือสาวน้อยร่างบอบบางที่อยู่ข้างๆ เธอคนนั้นหันมายิ้มกว้างพร้อมกับโบกมือหย็อยๆ ให้ผมเช่นกัน
...เหมือนหายใจไม่ออกเลยว่ะ เจ็บที่หัวใจแปล๊บๆ...
อย่างที่ทุกคนเข้าใจแหละครับ ผมคิดกับมันเกินเพื่อน เรียกได้ว่าแอบรักมันข้างเดียวมาตลอดสี่ปี จริงๆ แล้วผมกับมันสนิทกันมาตั้งแต่ ม.หนึ่ง แต่ผมเพิ่งมารู้ใจตัวเองว่าชอบผู้ชายครั้งแรกก็ตอนที่อยู่ ม.สาม ซึ่งไอ้ผู้ชายคนแรกและคนเดียวที่ผมคิดเกินเลยก็มีแค่มันนี่แหละ เฮ้อ เข้าตำราแอบรักเพื่อนสนิทของตัวเอง
“ไปไหนวะ” มันถาม ส่วนมือจูง ‘ลูกตาล แฟนสาวข้ามถนนมา มันเพิ่งเริ่มคบกันมาได้ หนึ่งอาทิตย์หลังเปิดเทอมนี่เอง
“เรียน”
ผมตอบพลางบุ้ยปากไปที่ตึกคณะวิทยาศาสตร์ จริงๆ แล้วผมไม่ได้เรียนคณะนี้หรอกครับ คณะผมอยู่ห่างไปอีกโยชน์เลย ผมเรียนคณะหมอยาครับ แต่บังเอิญว่าปีหนึ่งต้องเรียนวิทยาศาสตร์พื้นฐานเหมือนกัน เลยต้องถ่อมาเรียนถึงที่นี่ ส่วนไอ้หน้าหล่อที่ทำร้ายหัวใจผมให้เจ็บช้ำมาตลอดสี่ปีนี่เรียนวิศวะครับ หล่อ รวย เลิศ สมกับคณะมันนั่นแหละ
“มึงอ่ะ”
“จะพาลูกตาลไปกินข้าว”
“อ๋อ” ผมคงเผลอสตันไปหลายวิมั้ง มันเลยเอื้อมมือมาจะตบบ่าผม แต่ผมดันเอี้ยวตัวหลบ มันเลยยิ้มให้อย่างเห็นใจแกมสมเพช อันหลังนี่เดาเอานะ
“มึงโอเคป่ะ” น้ำเสียงมันดูห่วงใย แต่ขอโทษ...ไม่สมกับความผิดที่มันทำให้ผมต้องเสียน้ำตามาตลอดปิดเทอมหรอก กูไม่ให้อภัย โทษฐานที่มึงลวงหัวใจกู...น้ำเน่าได้อีก...
“เรื่องของกู”
ผมกวนตีนมันกลับพลางรีบสาวเท้าหนีก่อนที่มันจะเล็งฝ่ามือใส่กบาล หันไปหัวเราะให้มันแล้วตั้งท่าจะเดินตามกลุ่มเพื่อนที่ล่วงหน้าไปในอาคารเรียนก่อน แต่จู่ๆ ท่อนแขนแข็งแรงของไอ้จ๊อบก็มาพาดอยู่ที่บ่าผมตามมาด้วยเสียงกระซิบเบาๆ
“กูห่วงมึงนะ”
ผมหันไปสบตากับมันตรงๆ ดวงตาคู่นี้แหละที่ผมหลงละเมอถึงมานาน แต่พอมองเข้าไปก็เห็นแต่ความห่วงหาอาทรในฐานะของเพื่อน แค่เพื่อนจริงๆ ไม่มีกระแสของความรู้สึกอย่างอื่นเลย
...เจ็บอีกแล้วว่ะ...
“พอๆ อย่าดราม่า” ผมแกล้งสะบัดตัวหนีจากมัน แต่ไอ้นี่มันแข็งแรงครับ กระตุกทีเดียวผมก็เซแล้ว ทั้งๆ ที่รูปร่างผมก็ไม่ต่างจากมันมากนัก เตี้ยกว่ามันแค่สองเซ็นต์เอง
“อ่ะ” มันพูดพลางยัดอะไรไม่รู้ใส่มือผม
“อะไรวะ”
“ยาแก้เศร้า”
“อะไรของมึง”
พูดจบมันก็รีบวิ่งไปหาแฟนสาวหน้าสวยซึ่งไปรอท่าอยู่หน้าเซเว่นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ก่อนจะจูงมือกันกะหนุงกะหนิงเดินหายลับไป ผมถอนหายใจก่อนจะก้มมองซองอะไรสักอย่างในมือ ซองยาสีขาวเขียวแถบน้ำเงิน มีรูปผู้หญิงอยู่ซ้ายมือพร้อมกับตัวอักษรฉวัดเฉวียนตัวโตๆ ที่เขียนว่า ‘ทัมใจ’
...แม่ง โดนจังๆ เลยกู...
“ทำใจซักทีสิวะ”
ผมพูดกับตัวเอง ถอนหายใจอีกรอบ ก่อนจะยิ้มปลงๆ ให้กับซองยาและนึกถึงคนที่ให้มันมา ‘ทำใจเถอะ’ นั่นเป็นสิ่งที่ผมย้ำกับตัวเองมาตลอดช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา ผมกำซองยาแน่นด้วยใจหวิวๆ รู้สึกเสียวแปลบคล้ายกับมีใครมาทุบตรงหัวใจ อย่างที่บอก ผมแอบรักมันมาตลอดสี่ปี ใช้ความเป็นเพื่อนเฝ้ารักเฝ้าติดตามมันมาตลอด จนวันหนึ่งความรู้สึกที่มีมันคงสุกงอมได้ที่เลยปะทุออกมา วันจบการศึกษาตอน ม.หก ผมรวบรวมความกล้าและกำลังใจเต็มเปี่ยมเพื่อไปสารภาพรักมันครับ แต่ผลที่ได้น่ะเหรอ...
 
‘กูชอบมึงว่ะ’
‘เต้ย อย่าล้อกูเล่น’
‘กูพูดจริง...’ ผมทำหน้าจริงจัง ‘...กูชอบมึง ชอบมานานแล้ว ชอบตั้งแต่ ม.สาม กูก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนี้กับมึง...แค่มึงคนเดียว กูก็คิดนะว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวเองตลอดไป แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวว่ะ กูต้องบอกอะไรมึงซักอย่าง ไม่งั้นมันคงค้างคาแบบนี้ไปตลอด’
มันทำหน้าอึ้งไปพักนึงแต่ก็นานพอดู ดีว่ามันไม่ตกใจจนแขนกระตุกมาฟาดปากผม คงไม่คิดจริงๆ ว่าผมจะรู้สึกแบบนี้กับมัน มันยิ้มเครียดๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
‘กูไม่รู้มาก่อน...’ มันถอนใจ ‘...ไม่รู้จริงๆ ว่ะว่ามึงรู้สึกแบบนี้ แต่กูเป็นผู้ชาย และกูไม่เคยชอบผู้ชาย’ ประโยคหลังมันพยายามพูดเสียงเบาราวกับไม่อยากให้กระทบใจผม แต่ไม่ทันละ บังเอิญว่ามันพูดจบปุ๊บ ผมก็เจ็บปั๊บ ‘ขอบคุณนะโว้ยที่รู้สึกดีๆ กับกู’ มันลูบบ่าผมเบาๆ ‘...แต่กูไม่ได้เป็นเกย์ และคงไม่มีทางชอบผู้ชาย’
 
ผมน่าจะรู้นานแล้วว่ามันไม่มีทางคิดแบบนั้น แต่มันก็ยังถนอมน้ำใจผม ไม่ด่าให้ก็บุญเท่าไหร่แล้ว ผมจำไม่ได้ว่าวันนั้นเราแยกย้ายกันกลับเมื่อไหร่หรือยังไง มารู้ตัวอีกทีผมก็นั่งร้องไห้ซบตักแม่แล้ว วันเดียวกันนั่นแหละที่แม่รู้ว่าผมชอบผู้ชาย ท่านไม่ว่าอะไร เพียงแค่กอดผมไว้แล้วปลอบประโลมด้วยไหล่ที่บอบบาง ผมร้องไห้ให้มันอย่างหนักวันนึงเต็มๆ หลังจากนั้นผมก็ตั้งสติแล้วบอกกับตัวเองว่าอย่างน้อยผมก็ได้บอกออกไปแล้ว ถึงผลลัพธ์ที่ได้จะเจ็บขนาดนี้ก็เถอะ
หลังจากนั้นผมก็เลือกเรียนคณะเภสัช ตอนแรกที่มันรู้ มันก็ตกใจครับ เพราะผมสัญญากับมันไว้ว่าจะเรียนวิศวะด้วยกัน ตอนนั้นผมแค่คิดว่าอยากจะอยู่ใกล้ๆ มันทั้งๆ ที่ตัวเองไม่มีหัวด้านวิศวะเลย เราไปติวเข้มเพื่อสอบเข้าคณะนี้ด้วยกัน แต่สุดท้ายผมกลับหันหลังให้กับสิ่งที่ผมทุ่มเทมาตลอดปี เลือกในสิ่งที่อยากเรียนจริงๆ ส่วนหนึ่งเพราะต้องการห่างจากมันเพื่อทำใจให้ได้ด้วย ทว่าไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่เราดันติดที่เดียวกัน จากวันที่ผมสารภาพรักกับมันผ่านไปเป็นอาทิตย์ มันก็ติดต่อผมมาและทำตัวปกติเหมือนเดิมราวกับเราไม่เคยพูดกันเรื่องนั้น ในเมื่อมันยังคงวางผมไว้ในฐานะของเพื่อนสนิท ซ้ำยังปฏิบัติกับผมเหมือนเดิมไม่มีแม้แต่กระแสแห่งความรังเกียจ ผมจึงต้องทำตัวและทำใจปฏิบัติแบบที่เราเคยเป็นกันมา
...เอาน่า สักวันผมต้องตัดใจได้...
...แต่ในเมื่อยังทำไม่ได้ ตอนนี้ก็ขอเก็บความรู้สึกดีๆ เอาไว้แบบนี้ก่อนละกัน...
 
“น่ารักดีว่ะ”
ผมพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของ ‘ไอ้แท็ค’ เพื่อนในคณะซึ่งเพิ่งมาสนิทกันตอนรับน้อง ไอ้นี่มันถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของกลุ่มด้วยคุณสมบัติสูง หล่อ ดูดี ชนิดที่ใครเห็นก็ต้องเหลียวหลัง เสียอย่างเดียวคือมันประกาศตัวชัดเจนว่าชอบผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ชายอย่าง ‘ว่าน’ คนที่กำลังอยู่ในหัวข้อสนทนาของเรา ว่านเป็นผู้ชายหน้าหวาน ร่างเล็ก ตัวขาว ปากแดง รูปหน้าจิ้มลิ้มราวกับเกิดมาผิดเพศ เพราะไม่มีส่วนใดคล้ายกับบุรุษเพศเลยสักนิด
เห็นแล้วอดอิจฉาไม่ได้ เพราะมันเป็นลักษณะที่ผมอยากเป็นเหลือเกิน ให้ตายเถอะ คิดแล้วถอนใจเซ็งๆ ก้มมองสภาพตัวเอง ผมนี่เป็นประเภทตรงกันข้ามกับว่านที่ไอ้แท็คมันยิ้มถูกใจแบบคนละขั้ว ผมตัวสูงตั้ง 180 ถึงจะสูงโปร่งแต่ตัวก็ไม่หนามาก หน้าตาก็เฉยๆ ธรรมดาเหมือนผู้ชายทั่วไป แต่ดีหน่อยที่เป็นคนขาว โดยรวมเลยเหมือนผู้ชายหน้าตาพอไปวัดไปวา มีคนแวะเวียนมาขายขนมจีบบ้างประปรายพอให้กระชุ่มกระชวย แต่ไม่ใช่สเป็กเกย์น้อยๆ น่าทะนุถนอมเลยจริงๆ เฮ้อออ
“หน้าจะย่นติดกับปากละ”
พูดไม่พอ ยังแหย่หลอดน้ำดื่มเฉียดปากที่แบะน้อยๆ ของผมด้วย
“เหี้ย เล่นสกปรก”
“ฮ่าๆๆๆ”
“ไอ้นี่ ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ” ผมโบกมือไปมาป้องกันไม่ให้น้ำจากปลายหลอดดูดที่ไอ้แท็คกำลังเป่ากระเด็นโดนตัว พอผมขยับตัวหนี ไอ้เวรนี่ก็ขยับตาม แกล้งกันไปแกล้งกันมาโดยไม่รู้เลยว่าคนมากมายที่จับจองม้านั่งอยู่ใต้อาคารเรียนกำลังจ้องมองมาอย่างสนใจ เหอะ ผู้ชายตัวโตสองคนกำลังหยอกล้อกันคงเป็นภาพที่ไม่น่าพิสมัยหรอกมั้ง
“คิกๆ”
“...”
ผมยืนเอ๋อมองไปยังกลุ่มของว่านซึ่งพร้อมใจกันหันมามองพวกผมพลางปิดปากหัวเราะคิกคัก เท่านั้นไม่พอ ยังยิ้มกริ่มถูกใจราวกับเพิ่งพบเจอสิ่งมหัศจรรย์ ผมงี้สะดุ้งโหยง แต่ไอ้แท็คนี่สิ พอเห็นว่านยิ้มจนแก้มแดงก็ถึงกับสติสตังแทบจะหลุดจากร่าง จังหวะที่มันเพ้อนี่แหละที่ผมคอยโอกาสมานาน ผมโบกหัวมันไปเต็มแรง พอมันรู้ตัวก็หันมาวิ่งไล่เตะผมจนเรียกเสียงหัวเราะจากคนแถวนั้น
“แฮกๆ เหนื่อยฉิบหาย”
“มึงจะวิ่งไปไหนเต้ย”
ผมเบรกตัวโก่งเมื่อเจอร่างสูงใหญ่ของไอ้จ๊อบที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ แล้วดันโผล่พรวดมาตัดหน้าซะกระชั้นชิด ดีนะ เบรกทัน ไม่งั้นงานนี้ได้มีฉากที่ผมกระแทกมันอย่างจังจนอาจเผลอล้มไปด้วยกัน แล้วอะไรสักอย่างคงจะได้สัมผัสกัน พอๆ ดูละครมากไปแล้ว ผมคิดพลางส่ายหัวไปมา
“เหี้ย กูตกใจหมด”
“เหี้ยอะไรหล่อขนาดนี้” มันชมตัวเองแล้วยืดตัวขึ้น รู้แล้วว่ามึงสูงกว่ากู
“ชิ หล่อตายล่ะมึง” ผมเบ้หน้าใส่มัน
“ก็ทำเอาคนแถวนี้เพ้อมาตั้งนานสองนานล่ะวะ” มันแซว ผมเลยเท้าเอวมองหน้าแบบจะเอาไง คราวนี้มันยกมือขึ้นอย่างยอมแพ้
หลังจากที่ผมสารภาพรักกับมันเมื่อหลายเดือนก่อน แรกๆ มันก็คอยระมัดระวังที่จะพูดจาสนิทสนมและทำตัวใกล้ชิดเพื่อให้ผมสบายใจ พอเห็นว่าผมปฏิบัติกับมันเหมือนเดิม ไอ้นิสัยขี้หยอกขี้แซวของมันเลยกลับมาอีกครั้ง จริงๆ เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะมันไม่ทำให้ผมกระอักกระอ่วนใจเวลาที่ต้องคุยกันตามลำพัง บรรยากาศระหว่างเรายังเหมือนกับเมื่อก่อนตอนที่มันยังไม่รู้ความรู้สึกของผม
ผมชอบนิสัยแบบนี้ของมันนะ ถึงมันจะเจ้าชู้ตัวพ่อ แต่มันก็แยกแยะออกระหว่างแฟนกับคู่นอน มันไม่เคยมีปัญหาเรื่องผู้หญิงในสต็อกมาหึงหวงแสดงความไม่พอใจเลยสักคน และที่สำคัญมันชัดเจนกับความรู้สึกของตัวเองเสมอ ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่ชอบก็ปฏิเสธ คงเหมือนที่มันปฏิเสธผมนั่นแหละ...คิดแล้วเศร้า...
...แต่ช่างแม่ง เดี๋ยวถ้าวันไหนแม่งรักกูขึ้นมา จะเล่นตัวซะให้เข็ด กูฝันอยู่เหรอ ฮา...
“ว่าแต่มึงวิ่งทำไมเนี่ย”
“วิ่งให้หมามันถาม” คำตอบของผมทำเอามันทำหน้าเอือม ลืมบอกไปอย่างว่าผมนี่ก็กวนตีนใช่เล่น ทั้งๆ ที่ในใจผมรักมันจะตาย แต่บางทีก็อดไม่ได้ที่จะกวนตีน อย่างว่าแหละ ผมกับมันคล้ายๆ กันคือนิสัยที่พูดดีๆ ไม่ค่อยเป็น ชอบแง่งๆ ใส่กัน
“เก่งนี่หว่า...” มันตอบพลางยิ้มกวนๆ “...คุยกับหมารู้เรื่องแบบนี้ สงสัย...หมาเหมือนกัน”
พลั่ก
ผมทุบอกมันไปเต็มๆ ทีนึง ทำเอามันทำหน้าแหย แต่ยังยิ้มกริ่มกวนส่วนล่างเหมือนเดิม เหอะ ต่อให้กูยังรักมึงอยู่ แต่กวนตีนแบบนี้ก็ไม่มีละเว้นนะครับ
“แล้วมึงถ่อมาทำอะไรที่คณะกู”
“นึกว่าจะไม่ถามซะแล้ว” ผมจิ๊ปาก เตรียมยกเท้าใส่มัน
“ซักทีมั้ยไอ้จ๊อบ”
“เออๆ...” มันทำหน้าจริงจัง “...จะมาชวนไปกินของดีเย็นนี้แถวสวนหลวง” หน้าตาตอนที่บอกว่าของดีนี่เต็มไปด้วยประกายวิบวับเชียวนะ
“ไม่ไปอ่ะ”
“ไมวะ” มันทำหน้าเสียดายแทนก่อนจะสะกิดบ่ายิกๆ “...ถ้ามึงไป กูเลี้ยง”
ผมส่ายหน้าไปมา จะให้ตอบรับไปกับมันยังไงไหว ก็แถวสวนหลวงนั่นมีแต่ร้านที่เลื่องชื่อลือชาพวกเหล้าเบียร์ทั้งนั้น ผมไม่ได้กระแดะหรือรังเกียจอะไรหรอกเพราะก็เป็นนักดื่มพอตัว แต่ที่กลัวคือพอเหล้าเข้าปากแล้วผมจะเผลอแสดงอาการประหลาดๆ ออกไป ที่สำคัญผมอยู่หอใน ถึงแม้หอชายจะไม่จำกัดเวลาเข้าหอ แต่ด้วยความที่เป็นเด็กดีของคุณนายแม่บวกกับขี้เกียจเป็นทุนเดิม ผมจึงเลือกปฏิเสธดีกว่า
“ถ้ามึงกลัวดึก คืนนี้ไปนอนคอนโดฯ กู”
คอนโดฯ ที่ว่านี่เป็นคอนโดฯ หรูแถวพญาไทซึ่งพ่อแม่มันซื้อไว้ให้ตอนที่มันตัดสินใจเรียนที่กรุงเทพฯ ตอนแรกผมก็ตกลงกับมันว่าจะอยู่ด้วยกัน แต่พออะไรๆ มันเปิดเผย ก็เป็นผมเองที่ตัดสินใจถอยห่างมาอยู่หอในดีกว่า อย่างที่บอก ผมต้องระวังหัวใจของตัวเองให้มากๆ เพราะจนถึงวันนี้มันก็ยังไม่รักดีเหมือนเดิม
“เออๆ”
พอเห็นว่าชวนให้ตายยังไงผมคงไม่ตอบรับ มันเลยเลิกเซ้าซี้
“อ่ะ กูรู้ว่าชวนยังไงมึงก็ไม่ไป...” มันยิ้มพร้อมกับชูถุงที่มียาคูลท์อยู่ห้าขวด คงซื้อจากสาวยาคูลท์ซึ่งมีจักรยานเป็นพาหนะคู่กายเจ้าประจำที่ปั่นไปมารอบมหา’ลัย คุยกันตั้งนาน ผมไม่ได้สังเกตเลยว่าถุงนั้นอยู่ในมือของไอ้จ๊อบมาตั้งแต่แรก “เอาไปๆ แต่อย่าแดกเยอะนัก กินข้าวกินปลาซะบ้าง มึงยิ่งเป็นโรคกระเพาะอยู่ เดี๋ยวคุณนายสารภีรู้เข้า มึงโดนแน่” เอ่อ...คุณนายสารภีคือแม่ผมเองครับ
“ขอบใจ”
...เหี้ยแล้ว... ผมรีบกุมหน้าอกตัวเอง ไม่ใช่อะไร กลัวว่าหัวใจมันจะเต้นดังเกินไปจนคนตรงหน้าได้ยิน ผมทำท่าประหลาดจนมันเลิกคิ้วมองงงๆ ก่อนจะยิ้มให้ แต่เหมือนเดิม...รอยยิ้มนั้นไม่เจือกระแสอื่นใดนอกจากความห่วงใยตามประสาเพื่อน ทว่าแค่นั้นใจเจ้ากรรมก็สั่นไหวไปหมด แค่มันทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็พร้อมจะเต้นระรัวราวกับจะหลุดจากอก ใจง่ายฉิบหาย ผมนึกชังหัวใจตัวเอง ทั้งๆ ที่สิ่งที่มันทำให้เป็นเรื่องปกติตั้งแต่มัธยมแล้ว เพราะผมเป็นคนไม่ชอบกินข้าว แต่ถ้าเป็นยาคูลท์นี่สู้ตาย กินได้ทั้งวันไม่รู้เบื่อ เพราะติดขนาดหนัก ไอ้จ๊อบรู้ว่าผมชอบกิน ทุกเช้าก่อนเข้าเรียนมันเลยซื้อติดมือมาฝากผมประจำ
มาหลังๆ นี่แหละ ตั้งแต่อ่านหนังสือเพื่อสอบแอดมิชชั่นจนกระทั่งเริ่มเข้าปีหนึ่งเป็นอะไรที่วุ่นวายมาก เลยทำให้ผมไม่ค่อยได้กินข้าวเช้าจนเป็นโรคกระเพาะ มันอีกแหละที่รู้เรื่องเป็นคนแรกพร้อมกับเคี่ยวเข็ญผมกินข้าวให้เป็นเวลา คิดแล้วผมก็ยิ้มกว้าง ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันทำไปตามปกติ ไม่มีอะไรเกินเลย ก็แค่เศษความห่วงใย แต่เล่นเอากูใจสั่นฉิบหาย มันก็อย่างเงี้ย ชอบใจดีกับเขาไปทั่ว ห่วงไปซะทุกคน ซ้ำยังมีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยมตีคู่ไปกับหนังหน้า บอกเลยว่า...กูกรี๊ดลืมตาย ฮา...
“กูไปนะ”
“เออ” ผมแกล้งทำหน้ารำคาญมันก่อนจะหันหลังแล้วเดินกลับขึ้นตึก ไม่อยากให้มันเห็นหรอกว่าผมต้องกลั้นยิ้มจนปวดแก้มขนาดไหน เชี่ยเอ๊ย หมดกัน อุตส่าห์ห้ามใจตัวเองมาตั้งหลายเดือน
“กินให้อร่อยนะ”
“เฮือก...” ไม่ให้ตกใจยังไงไหว เล่นมากระซิบข้างหูแบบนี้
“...กินข้าวและดูแลตัวเองบ้างเต้ย มึงก็รู้ใช่มั้ยว่ากูห่วง”
“อืม”
“กูยังเป็นเพื่อนรักของมึงนะ”
พูดจบมันก็โบกมือลาพร้อมกับรอยยิ้มสว่างเจิดจ้าราวเทพบุตร เหอะ ถ้าติดปีกนี่คงได้บินกลับสวรรค์ไปแล้ว พระเอกเหลือเกิน
...เอาวะ อย่างน้อยก็เป็นเพื่อนรัก...
...เป็นคนรักสักวันก็ ‘ต้องเลิก’ เป็นเพื่อนนี่แหละ ต่อให้ทะเลาะจะตายยังไงก็ ‘ไม่เลิกกัน’...
 
‘แต่ยังไงก็ยังอยากเป็นมากกว่าเพื่อนว่ะ’
ยังไม่เข็ดอีกหัวใจกูเนี่ย
ตอนที่ 1
3
ตอนที่ 2