login

1 I hate you, I love you I hate that I love you.

1
I hate you, I love you
I hate that I love you.
 
                ชีวิตแม่งแย่!
                แย่โคตรๆ! วันนี้แม่งไม่ใช่วันของผมแน่ๆ อ่ะพูดตรงๆ นี่แค่ตอนเช้ายังซวยวินาศสันตะโรขนาดนี้ เดี๋ยวจะไปเรียนไม่ทัน ขอวิ่งไปเล่าไปแล้วกันนะครับ
                อย่างแรกเลย นาฬิกาปลุกผมไม่ตื่น ใช่...ผมไม่ตื่นเองแหละ =_= เป็นผลมาจากเมื่อคืนที่กว่าจะได้หลับก็ปาเข้าไปเกือบตีสามแล้ว นั่งปั่นรายงานภาษาอังกฤษอยู่ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะครับ กว่าจะขุดออกมาได้แต่ละคำ แต่ละประโยค เล่นเอาเลือดตาแทบกระเด็น นี่แหละครับชีวิตนักศึกษาคณะอักษรศาสตร์ชั้นปีที่สอง ผลก็คือผมไม่สามารถแหกขี้ตามาขึ้นมาได้ตอนที่ปลุกนาฬิกา เหตุผลที่ต้องตั้งไว้เช้าขนาดนั้นก็เพราะว่าผมอาบน้ำ แต่งตัวค่อนข้างนาน ต้องฟอกสบู่แบบตั้งใจเพื่อให้กลิ่นติดตัว สระผมทุกเช้าลงครีมนวดด้วย แล้วตอนแต่งตัว ผมก็ต้องไดร์ผมให้แห้งอีก ไหนจะต้องประทินผิว ใช่...ผมสำอางงี้แหละ อย่ามองหน้าผมแบบนั้นสิ เราก็ต้องทำให้ทุกวันของเราดูดีป่ะวะ =_=;;
                เอาเป็นว่าเบ็ดเสร็จแล้วโดยรวมผมใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงเศษๆ ในการจัดการตัวเองก่อนออกไปข้างนอก แสดงว่ามันเป็นเวลาเก้าโมงกว่าๆ ผมก็จะมีเวลาเดินอย่างสบายใจจากหอไปที่วินมอเตอร์ไซค์เพื่อให้เขาส่งผมไปที่ตึกเรียนก่อนเข้าเรียนคาบเช้าในเวลา 9.30 น. นั่นคือชีวิตประจำวันของผม
และเหตุการณ์เมื่อเช้าคือ พอไอ้โทรศัพท์ผมมันดังขึ้น ผมก็เอื้อมมืออย่างหงุดหงิดไปปิดมันและสัญญากับตัวเองไว้ว่า ‘ขออีกสิบนาที แล้วจะอาบน้ำแต่งตัวเร็วขึ้นชดเชย’
                แต่สิบนาทีตอนเช้ามันใช่สิบนาทีที่ไหนล่ะครับ...
                หลังจากนั้นผมก็กลับไปสู่โลกนิทราของตัวเองอีกครั้ง พอจิตสำนึกระลึกได้ว่าผมต้องตื่นภายในสิบนาที มันก็ดึงผมออกมาจากภวังค์อย่างรุนแรงจนผมสะดุ้งขึ้นมา แต่สงสัยว่าจิตสำนึกของผมมันจะลืมเหมือนผมล่ะมั้ง พอลืมตาขึ้นมา นาฬิกาก็บอกเวลาว่าตอนนี้ 8.46 น. แล้ว รู้เรื่องเลย! ผมนี่ทะยานออกจากเตียงแล้วพุ่งเข้าห้องน้ำไปเลย เชี่ยยย คือมันไม่ทันแล้ว ผมต้องทำทุกอย่างให้เสร็จภายในครึ่งชั่วโมง ไม่มีทาง! ไม่มีทางทันแน่นอน!!
                สรุปผลของความซวยแรก ผมออกมาพร้อมกับไม่ได้สระผม หัวกระเซิงเป็นอีเพิ้งข้างถนน อัดน้ำหอมมาเต็มมากเพราะฟอกสบู่ได้แป๊บเดียวเอง หงุดหงิดฉิบหายเลย
                ยังไม่จบเท่านั้น!
                ความซวยที่สอง...พอผมหยิบกระเป๋าสะพายออกพร้อมตรวจเช็คของอย่างรีบเร่งก่อนออกมาจากห้อง ผมลงลิฟต์ไปและหวังให้มันลงเร็วกว่านี้ แต่ก็ได้แค่หวัง หลังจากที่เปิดประตูล็อบบี้ออกไปเท่านั้นแหละ...
                แปะ...แปะ...แปะ...
                ฝนตกครับทุกคน...
                ฮือออ ท่านพิรุณครับ จะมาตกอะไรตอนนี้ครับ จะทำให้ชีวิตผมลำบากไปถึงไหน TT_TT
                ผมมองซ้ายมองขวา ครุ่นคิดตัดสินใจ สุดท้ายผมก็จำยอมเดินฝ่าเม็ดฝนที่กำลังโปรยลงมา มันไม่ได้หนักแต่มันกำลังจะหนักในอีกไม่ช้าแน่นอน จะทำยังไงได้ล่ะ คาบเช้ามีส่งรายงานนี่หว่า ซ้ำยังเป็นรายงานเล่มเมื่อคืนที่ปั่นด้วย อุตส่าห์อดตาหลับ ขับตานอนเพื่อให้มันเสร็จ ถ้าส่งไม่ทันล่ะก็...
                ...ก็ส่งไม่ทันแค่นั้นแหละ :(
                ผมสาวเท้าอย่างรวดเร็วไปที่วินมอเตอร์ไซค์ ทั้งๆ ที่ผมเดินไปทุกๆ เช้า แต่ทำไมวันนี้มันรู้สึกไกลจัง อาจเป็นเพราะฝนที่กำลังตกทำให้ดูไม่ถึงที่สักที ผมคงต้องวิ่งแล้วแหละ ตอนนี้ 9.22 น. แล้ว
                ผมเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว...มันอีกไม่ไกลหรอก แต่ว่า...
                ทำไมคนมันเยอะอย่างนี้!!!
                คนต่อแถวรอพี่วินเยอะมากกกกก ประมาณหกเจ็ดคนได้ ทำไมพี่วินขาดแคลนล่ะ ปกติเห็นอยู่กันเป็นบอยแบนด์เกาหลีเลยนะ อ้อใช่...นี่เป็นช่วงเวลาเร่งด่วนนี่หว่า ทุกคนที่ตื่นสายหรือตั้งใจตื่นสายพากันมาในเวลานี้เพื่อให้เข้าเรียนพอดี นี่แหละคือเหตุผลที่ผมเผื่อเวลาเอาไว้สักสิบห้าถึงยี่สิบนาทีเพื่อเดินทาง เพราะพอใกล้ๆ เวลามันจะไม่มีรถแบบนี้ไง!!!
                ผมถอนหายใจเฮือกด้วยความเหนื่อยกายและเหนื่อยใจไปพร้อมๆ กัน ก่อนจะก้มหน้าทนรับชะตากรรมต่อแถวยาวเหยียดนั่นอย่างจำยอม
                เอาวะ! เลตก็เลต ช่างแม่ง! ยังไงวันนี้ก็ไม่ใช่วันของกูอยู่แล้วนี่!!
                พี่วินค่อยๆ ทยอยมาทีละคันสองคัน รับผู้โดยสารไปทีละคนสองคน จนตอนนี้อีกสองคนก็จะถึงคิวผมแล้ว เชื่อมั้ยครับว่าตอนนี้ยังมีคนต่อแถวหลังจากผมอยู่เลย ตอนนี้ก็เลย 9.30 น. ไปแล้ว สงสัยอาจารย์ของพวกเขาคงไม่เครียดเรื่องเช็คชื่อละมั้ง
                และในที่สุดก็ถึงคิวผมแล้ว! พี่วินเสื้อส้มค่อยๆ ชะลอรถมาจอดตรงหน้าผม
                “ไปตึก L ครับ” ผมบอกพี่วินอย่างรวดเร็วก่อนจะขึ้นไปซ้อน
                “น้องไปตึก L ป่ะครับ?” พอผมขึ้นไปนั่งเรียบร้อย พี่วินก็ส่งเสียงไปถามคนที่ต่อแถวอยู่ข้างหลังผม เป็นแบบนี้ประจำแหละครับ ตึก L เป็นตึกบรรยายเรียนรวมของมหาวิทยาลัย เด็กส่วนใหญ่มักจะเรียนที่นี่กันทั้งนั้น ยกเว้นวิชาเฉพาะทางอย่างแพทย์ ทันตะฯ พยาบาล ที่ต้องใช้เครื่องมือชั้นสูงก็จะมีตึกของพวกเขาอีกตึกหนึ่ง ช่วงเวลาเร่งด่วนเขาจะบรรทุกคนทีละสองคนภายในคราวเดียว เพราะด้วยที่มันเลยเวลาเรียนแล้ว ฝนยังตกอีก
                แต่พี่ครับ! ตอนนี้เลตแล้ว รีบๆ พาผมไปเถอะครับ! TOT
                “ไปครับๆ”
                “ขึ้นมาเลย จะได้ไปเร็วๆ นี่ก็เก้าครึ่งแล้ว มาๆ” พี่วินเรียกเขาคนนั้นให้ขึ้นมา ผมเลยต้องขยับตัวไปชิดคนขับมากขึ้นเพื่อเว้นที่ให้กับผู้โดยสารคนที่สองก่อนที่พี่วินจะบึ่งรถออกไป
                ตอนนี้ผมรู้สึกได้ถึงความแซนด์วิช พูดตามตรงว่าผมไม่เคยนั่งซ้อนสามกับคนแปลกหน้ามาก่อนเลย เพราะผมจะขึ้นมอเตอร์ไซค์ตอนที่มีคนน้อยตลอด เปิดประสบการณ์ใหม่สุดๆ แต่โชคดีที่คนข้างหลังผมไม่ได้ตัวใหญ่มาก ผมเลยพอนั่งสบายอยู่ อีกอย่างกลิ่นน้ำหอมของเขาแบบโซแอลเลแก้นท์ โซกู๊ดมากๆ เลยแหละ มันเป็นน้ำหอมแบบสปอร์ต กลิ่นคูลๆ ไม่สามารถระบุได้ว่าของแบรนด์อะไร แต่รู้เลยว่าแพงแน่ๆ ท่าทางจะต้องหล่อแน่นอนคนนี้
                กูว่าเริ่มไม่ใช่และ... ช่างมันเถอะ เปลี่ยนเรื่องๆ
ผมก้มหน้าลงเพราะมอเตอร์ไซค์กำลังแล่นฝ่าสายฝนปรอยๆ อยู่ ผมไม่ยอมให้หน้าเละก่อนจะไปถึงตึกแน่นอน แค่หัวฟูก็รับไม่ได้อยู่แล้ว ไม่งั้นชีวิตวันนี้จะพังพินาศไปกันใหญ่น่ะสิ ไม่อาววว! TOT
                ห้านาทีเท่านั้นที่พี่วินขับแรงทะลุนรกมาส่งเราทั้งสองคนที่ตึก L ผมรอให้เขาลงก่อนแล้วค่อยลงตาม มือล้วงกระเป๋าตังที่อยู่ในกระเป๋าออกมาแล้วก็พบกับ...
                พบกับความซวยเรื่องที่สามของวันไงล่ะ!!!
                 ความซวยครั้งที่สาม...ในกระเป๋าตังที่แสนจะผอมแห้งแบนแต๊ดแต๋เหมือนกล้วยปิ้งนี้ มีแต่แบงก์ห้าร้อยที่ผมเพิ่งกดมาเมื่อคืน ความเลวอยู่ที่ไม่มีแบงก์ย่อยหรือเหรียญพอที่จะจ่ายเงินยี่สิบบาทเลย ไอ้บ้าเอ๊ย! รีบก็รีบ ตังก็ไม่มี!
                “สองคนครับ” จู่ๆ ร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมที่กำลังงุ่นง่านก็ควักแบงก์สีเขียวสองใบจ่ายไปให้กับพี่วิน ก่อนที่พี่วินจะเบิ่งออกไปรับผู้โดยสารต่อ
                ผมก็อึ้งสิครับ...
                “อะ...เอ่อ...ขอบคุณครับ” ผมเอ่ยขอบคุณตะกุกตะกัก ในหัวพยายามหาทางแก้ไขสถานการณ์นี้ เอาไงดีวะ เอาไงดีวะ...
                “เห็นเปิดกระเป๋าตังอยู่ตั้งนาน ท่าทางจะมีปัญหา ไม่เป็นไรหรอก” เขาหัวเราะเบาๆ
                เขาที่ว่าคือผู้ชายที่ใส่เสื้อยืดสีขาวค่อนข้างแนบเนื้อ มีรอยฝนเป็นเม็ดหน่อยๆ (โซเซ็กซี่) และกางเกงยีนสีซีดขายาวขาดเข่า การแต่งตัวมีสไตล์ ดูดีมากๆ เขาสูงกว่าผมสิบกว่าเซ็นต์ได้มั้งเนี่ย โคตรสูง (ผมสูงแค่ 174 เอง เตี้ยใช่มะ) ผิวสีงาช้าง ตาชั้นเดียวแต่ไม่ได้ตี่ จมูกโด่ง ริมฝีปากยังแดงอีก หน้าใสกิ๊งเลย อย่างกับอปป้าเกาหลี
                เหยดเข้ โคตรหล่อเลยอ่ะ *0*
                “อะ...เอ่อ เดี๋ยวรออยู่ตรงนี้เดี๋ยวนะครับ ผมจะไปซื้อของ จะได้แตกแบงก์เอาเงินมาคืน” เมื่อตั้งสติได้ ผมก็ละล่ำละลักบอกเขาทันที ผมสุภาพเอาไว้ก่อนเพราะไม่รู้ว่าเด็กกว่าหรือโตกว่า แต่ดูท่าทางจะโตกว่า แต่ถ้าผมทักว่าโตกว่าแล้วเขาเด็กกว่า เขาก็เสียเซลฟ์แย่เลย กลางๆ ไว้ก่อนแหละดีแล้ว
                “ไม่เป็นไร ตอนนี้พี่รีบอ่ะ น้องก็รีบไม่ใช่หรือไง ไม่ต้องคืนก็ได้” เป็นพี่จริงๆ ด้วย...
                “ไม่ได้นะครับ! เรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่เข้าใครออกใคร รอแป๊บเดียวจริงๆ”
                “งั้นเอาเป็นว่าไว้คืนคราวหน้าที่เจอกันก็แล้วกัน”
                “ฮะ?” ผมงง เราไม่ได้รู้จักกันสักหน่อยแล้วจะเจอกันได้ยังไง “เดี๋ยว...”
                “เราเจอกันอีกแน่นอน เจ้าเด็กน้อย ^^” เขายิ้มกว้างจนเห็นฟันเรียงสวยหมดทั้งปากก่อนจะเดินปล่อยให้ผมงงอยู่ตรงนี้
                อะไรของเขาวะ?
            ช่างเถอะ ว่าไงก็ว่าตามกันแล้วกัน ผมต้องรีบไปแล้วล่ะ
 
              

รายชื่อตอน

  • 28 ‘cause now I pay the price

    3
  • 27 He kisses my lips, I taste your mouth

    3
  • 26 (ต่อ)

    3
  • 26

    3
  • 25 To love you more

    3
  • 24 (ต่อ)

    3
  • 24 What if I never loved again

    3
  • 23 (ต่อ)

    3
  • 23 (ต่อ)

    3
  • 23 You’ll find the man who will stand by your side and will be there for you

    3
  • 22 (ต่อ)

    3
  • 22 I know that there’s other deserves you

    3
  • 21 (ต่อ)

    3
  • 21 (ต่อ)

    3
  • 21 Just like I always wanted but...

    3
  • 20 (ต่อ)

    3
  • 20 To tell the truth, I need you here

    3
  • 19 (ต่อ)

    3
  • 19 What can I do?

    3
  • 1 Year Ago Part VI: Come to an end

    3
  • 1 Year Ago Part V (ต่อ)

    3
  • 1 Year Ago Part V

    3
  • 1 Year Ago Part IV: I was a fool for love (Side Story)

    3
  • 1 Year Ago Part IV: I was a fool for love

    3
  • 1 Year Ago Part III (ต่อ)

    3
  • 1 Year Ago Part III: When you say I’m just a friend to you

    3
  • 1 Year Ago Part II: It drives me wild (Side story)

    3
  • 1 Year Ago Part II: It drives me wild

    3
  • 1 Year Ago Part I: You walked in, caught my attention

    3
  • 18 I still feel love when I see your face But all these scars I can’t erase.

    3
  • 17 (ต่อ)

    3
  • 17 (ต่อ)

    3
  • 17 You gave me feelings, never felt before

    3
  • 16 (ต่อ)

    3
  • 16 (ต่อ)

    3
  • 16 Keep you frozen in time, like they do in the picture

    3
  • 15 (ต่อ)

    3
  • 15 Why am I such a fool when it comes to you?

    3
  • 14 It’ll all get better in time

    3
  • 13 (ต่อ)

    3
  • 13 I’m running low I’m sorry but I have to go.

    3
  • 12 (side story)

    3
  • 12 (ต่อ)

    3
  • 12 It’s time to start over

    3
  • 11 (ต่อ)

    3
  • 11 Confusion

    3
  • 10 I know I can treat you better than he can

    3
  • 9 (side story)

    3
  • 9 (ต่อ)

    3
  • 9 I don’t wanna seem so weak.

    3
  • 8 Everything has changed

    3
  • 7 (ต่อ)

    3
  • 7 The other side

    3
  • 6 (ต่อ)

    3
  • 6 Something changed

    3
  • 5 (side story)

    3
  • 5 One step closer

    3
  • 4 (ต่อ)

    3
  • 4 Hey, I was doing just fine before I met you

    3
  • 3 All I remember is that smile on your face.

    3
  • 2 (ต่อ)

    3
  • 2 I know that we just met, maybe this is dumb.

    3
  • 1 (ต่อ)

    3
  • 1 I hate you, I love you I hate that I love you.

  • 1 I hate you, I love you I hate that I love you.
    3
    1 (ต่อ)