login

ภาคพิเศษ 01.1 - ระหว่างเรา -

..กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว.. มีเจ้าชายพระองค์หนึ่งถือกำเนิดขึ้นในดินแดนศักดิ์สิทธ์ิ ดินแดนลี้ลับที่ตั้งอยู่ ณ สุดขอบที่แสงแห่งดวงตะวันมาบรรจบกับผืนแผ่นดิน เมืองแห่งนี้ถูกล้อมรอบด้วยกำแพงพืชพรรณรกทึบ ซ้ำยังมีม่านหมอกหนาหนักลอยทิ้งตัวอยู่ทั่วชายเขต.. ดินแดนแห่งนี้ไร้ซึ่งผู้ล่วงรู้นามแห่งเมือง.. ไม่มีคำกล่าวขานอันใดเกี่ยวกับเมืองนี้ในหมู่นักเดินทาง แต่หากมีปรัมปราเรื่องเล่าขานในหมู่ชนชาวเมืองศักดิ์สิทธิ์ถึงการมีอยู่ของโลกภายนอก..
“..ณ กาลหนึ่งย้อนถอยไปหลายร้อยปี มีเด็กชายผู้ซุกซนสงสัยในการก้าวข้ามผ่านกำแพงธรรมชาติออกไปยังโลกภายนอก.. เด็กชายเพียรพยายามที่จะออกเดินทางไปยังสุดเขตดินแดนแห่งเมือง.. เขาทำสำเร็จ.. ก่อนจะพบว่าโลกภายนอกนั้นไม่สุขสวยงามเท่าดินแดนที่จากมา ผู้คน.. ผืนดิน.. ล้วนแห้งแล้งไม่ต่างกัน เขาพบสัจธรรมที่ชวนให้นึกถึงบ้าน แต่เมื่อเขาต้องการหวนกลับคืนกลับไม่พบหนทาง.. เขาเดินหลงอยู่ในม่านหมอกหนานั้นจนลืมวันลืมเวลา.. ผืนแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ปฏิเสธผู้คิดปฏิเสธ.. ท้ายที่สุดเด็กชายก็กลับไปไม่ถึงบ้านของเขา แต่ร่างที่ไร้ลมของเขาก็ยังได้อาศัยอยู่ ณ ชายขอบดินแดนที่เขารัก เพื่อบอกให้วิญญาณแห่งเด็กชายรับรู้ว่า แม้แผ่นดินนี้จะไม่โอบรับผู้ที่ครั้งหนึ่งนำใจออกห่าง.. แต่ก็ไม่ไร้เมตตาแก่ผู้ที่เกิดในดินแดนแห่งนี้..”
‘เรื่องเล่าก็คือเรื่องเล่า’
เจ้าชายแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์คิดเช่นนี้นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า..
“มีใครเคยพบร่าง หรือหลุมศพของเด็กชายผู้นั้นหรือไม่?”
“รู้ได้อย่างไรว่าเด็กชายประสพพบเจอสิ่งใดที่นอกเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ ในเมื่อเขาหลงทางและตายลงที่ชายเขตแดน? ใครเป็นผู้รับสารแห่งเด็กชาย?”
“บิดามารดาและครอบครัวของเด็กชายคือผู้ใด เชื้อสายตระกูลที่ยังคงอยู่คือวงศ์ใด? มิเช่นนั้น.. เรื่องเล่าเรื่องนี้เริ่มต้นจากผู้ใด? เหตุใดเขาจึงรับรู้เรื่องอันถือเกิดขึ้น?”
“หรือเรื่องนี้ถูกส่งต่อเพียงเพื่อปรามปราบตักเตือนผู้ที่คิดออกจากดินแดน?”
เจ้าชายสอบถามพระอาจารย์ทุกคนทุกครั้งที่ถูกย้ำเตือนถึงเรื่องเล่าเรื่องนี้.. และพระอาจารย์ทุกคนก็ทำได้เพียงส่ายหัวเมื่อจนใจต่อคำถามที่ยากจะตอบให้ชัด และพิสูจน์ให้เจ้าชายประจักษ์ได้..
.
.
อยู่มาวันหนึ่ง.. เจ้าชายผู้เติบใหญ่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์เปี่ยมพร้อมด้วยความรู้ ปัญญา แลสรีระอันสมส่วนเหมาะกับรูปโฉมอันงามสง่า ..คิดที่จะล่วงพ้นออกจากอาณาจักรด้วยเพราะต้องการสืบค้นความจริงที่สดับรับฟังมาตลอดชีวิต..
..พระองค์ออกเดินทางจากพระราชวัง ผ่านอุปสรรคนานับประการทั้งจากธรรมชาติที่ไม่ทราบได้ว่าใครเป็นผู้กำหนดกะเกณฑ์ และจากผู้คนประชากรชาวเมืองที่คอยทัดทานเจ้าชายอยู่ตลอดทาง แต่ก็ไม่สามารถหยุดรั้งความตั้งใจจริงแห่งเจ้าชายได้
..เวลาล่วงพ้นมาสามทิวาราตรี เจ้าชายเริ่มอ่อนละโหยโรยแรง เสบียงที่เตรียมมาหมดลงแล้ว.. และพืชผักผลไม้ที่เคยอุดมระหว่างทางก็หาได้ยากเมื่อขอบเขตเมืองศักดิ์สิทธิ์ใกล้สิ้นสุด..
..ร่างบางของเจ้าชายล้มลง.. แต่ก่อนที่ร่างของเจ้าชายจะล่วงหล่นถึงพื้นดินอันแห้งผาก ปรากฎบุรุษปริศนาที่คว้าเอาร่างของเจ้าชายไว้.. เจ้าชายมองไปยังดวงหน้าของชายผู้นั้น มันถูกซ่อนอยู่ภายใต้เงามืดของเสื้อคลุมที่ทำหน้าที่ปกปิดรูปลักษณ์ตามเจตนาของผู้สวมใส่..
“...” ไร้ซึ่งเสียงใดจากชายแปลกหน้า
“...”  เช่นเดียวกับเจ้าชาย ที่สิ้นสติก่อนเอ่ยสิ่งใด..
.
.
เช้าวันรุ่งขึ้น.. แสงตะวันและเสียงแห่งหมู่มวลปักษาพากันส่องแสงและขับร้องประสานปลุกให้เจ้าชายตื่นจากนิทรา.. ..พระองค์ตื่นจากการบรรทม แต่การขาดซึ่งสิ่งหล่อเลี้ยงร่างกายยังคงก่อการสร้างความอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงแก่ตัวเจ้าชายแม้การหลับไหลพอจะช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าได้.. เจ้าชายพยายามยันกายขึ้นนั่งพิงผนังไม้อย่างยากลำบาก สภาพของกระท่อมไม้โดยรอบไม่ได้สร้างความประหลาดใจมากนัก แต่การที่ร่างของเจ้าชายเกือบเปล่าเปลือยสร้างความคลางแคลงใจแก่พระองค์ไม่น้อย..
“...”
ชามของอาหารถูกยื่นมาตรงหน้าของเจ้าชาย ..ไม่มีเสียงใดจากบุรุษตรงหน้า.. ใบหน้าของเขาเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ใด
..เจ้าชายยกมือขึ้นเพื่อจะรับชามอาหารนั้น แต่พยายามอยู่หลายครั้งก็ไม่อาจระงับอาการสั่นอันเกิดจากการอ่อนแรงได้..
..ชายผู้มีเมตตาแต่ไร้ซึ่งอารมณ์จึงนั่งลงบนเตียงไม้ที่ปูด้วยขนสัตว์เก่านุ่มข้างร่างของเจ้าชาย เขาตักน้ำซุปอุ่นขึ้นจรดที่ริมฝีปากของเจ้าชาย..
.
อาหารในชามพร่องจนเกือบหมด.. ชายแปลกหน้าลดชามลงและวางมันลงที่โต๊ะข้างเตียง.. เขาเคลื่อนดวงหน้าเข้าใกล้เจ้าชาย ขณะที่ใช้สายตาจ้องสะกดไว้.. เขาจุมพิตเจ้าชายโดยที่พระองค์ไม่ทันรู้ตัว.. แม้พลังกายจะเริ่มคืนกลับ แต่เจ้าชายก็ไม่อาจต้านทานแรงแห่งความปรารถนาของตนได้! ..ด้วยเพราะรสที่ไม่เคยสัมผัส ..สัมผัสที่ไม่เคยถูกล่วง.. แรงแห่งกายทั้งมวลที่ชายผู้นี้รุกลํ้าโถมทิ่มแทงกระทำต่อร่างกายอันบริสุทธิ์ ดุจพญาเหยี่ยวที่ไร้ซึ่งประสบการณ์ถูกเกี้ยวพา.. มาบัดนี้กลับถูกอินทรีย์เร่ร่อนสอนให้โผร่อนบินบนนภาที่ไร้อาณาเขต.. เหล่าสกุณาที่เคยส่งเสียงเจื้อยแจ้วเมื่อกาลก่อนกลับเงียบเสียงสงัด แสงแห่งนภาพลันสับเปลี่ยนจากวันสว่างเป็นคืนมืด ท้องฟ้าส่งเสียงก้องคำราม.. น้ำแห่งฟ้าสาดระส่ำซัดกระแทกตามแรงลม.. อารมณ์แห่งบุรุษยากที่จะหยุดยุดยั้งด้วยสิ่งใดในเวลานี้เมื่อร่างอ่อนตรงหน้าตอบรับสนองต่อตามสัญชาตญาณความต้องการอย่างสัตย์ซื่อ.. หยาดเหงื่อที่ไหลโทรมของบุรุษทั้งสองหลอมรวมเป็นธารนํ้าเดียว.. เวลานี้ความร้อนรอบกายคงสามารถทําลายได้แม้ทิวเทือกน้ำแข็ง.. เจ้าชายแห่งเมืองเร้นลับไร้ซึ่งสติรับรู้ปัจจุบัน.. แต่ห้วงแห่งความปรีติอันเป็นที่สุดแห่งชีวิตกลับเป็นปัจจุบัน.. ลมหายใจสุดท้ายแทบปลิดลงเมื่อแรงกระทำแห่งชายนิรนามดำเนินถึงจุดหมายอันถูกต้องและเหมาะสม..
..เวลารอบกายหยุดนิ่งสนิทราวกับดวงอาทิตย์ดวงจันทร์พากันหยุดเคลื่อนไหว เสียงทุกเสียงบนโลกพากันเงียบราวกับมีใครมาลักหลบลี้หนีไกล..
“...”
“...”
..เจ้าชายมองทอดสายตาขึ้นสบกับดวงตาคู่เรียวที่ยังยั้งรั้งอยู่เหนือร่างของตน ความเหนื่อยหอบที่ยังคงทำให้ร่างระรัวสั่นไหว.. ..สติอันพล่าเลือนค่อยคืนกลับสู่เจ้าชาย เมื่อแสงจากฟ้าที่ทะลุผ่านม่านหน้าต่างสว่างวาบทาบลงบนใบหน้าของชายนิรนาม.. บุรุษที่อยู่ในความทรงจำไม่ว่ายามหลับหรือตื่น..
ปริ้นท์!!!
ภาคพิเศษ 01.1 - ระหว่างเรา -
3
ภาคพิเศษ 01.2 - ระหว่างเรา -