login

1


เสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินเข้ามาในห้อง แต่ผมไม่คิดที่จะเงยหน้าขึ้นไปมองว่าเป็นเสียงฝีเท้าของใคร ผมยังคงฟุบหน้าอยู่ข้างเตียง สองมือสอดเกาะกุมมืออุ่นที่ยังนอนหลับอยู่บนเตียง ใช่!! มันยังอุ่นอยู่ คนบนเตียงยังมีชีวิตอยู่ เสียงฝีเท้าเหมือนจะมาหยุดยืนข้าง ๆ ตัวผม จนผมต้องเงยหน้าขึ้นมามอง

เจ้าของเสียงฝีเท้าเมื่อครู่สินะ เธอยืนอยู่ใกล้ผมมาก จนผมเองที่นั่งอยู่ข้างเตียง ที่ถึงจะนั่งตัวตรงเต็มความสูง แต่ก็ยังคงต้องเงยหน้ามองเธออยู่ดี เธอมองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตัดพ้อผสมกับความโกรธ ผมเองก็รู้สึกผิดได้แต่จ้องมองแววตานั้นอย่างรู้สึกขอโทษ เราจ้องกันอยู่นานจนมีเสียงฝีเท้าของใครเข้ามาอีกครั้ง ทำให้เธอละสายตามามองอีกร่างที่นอนอยู่บนเตียง

ญาติผู้ป่วยเตียงถัดไปเพิ่งจะเดินเข้ามา เขามองมาที่ร่างที่นอนอยู่บนเตียง ก่อนสบตากับผมแล้วเดินผ่านไปยังเตียงด้านใน

ผมหันกลับมามองหญิงสาวที่นอนหน้าตาซีดเซียวอยู่บนเตียง แก้มขาวนวลแทบจะไร้สี ผมดำหยักศกเป็นลอนตัดกับใบหน้า ยิ่งทำให้คนบนเตียงยิ่งดูซีดเซียวจนน่ากลัว ผมขยับตัวไล่ความเมื่อยขบเพราะผมฟุบอยู่ข้างเตียงมาตั้งแต่บ่าย แต่ผมก็ไม่ยอมปล่อยมือคนที่นอนอยู่บนเตียง

หญิงสาวบนเตียงผู้ป่วยเหมือนเริ่มรู้สึกตัว อาจจะเป็นเพราะผมขยับตัวทำให้เธอตื่น เธอลืมตามมองที่ผม ก่อนจะเลยไปมองหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ข้างผม ก่อนส่งยิ้มอ่อน ๆ มาให้เราทั้งสองคน

หญิงสาวข้าง ๆ ผมรีบวิ่งออกจากห้องไปแทบจะทันทีที่เห็นรอยยิ้มนั้น ซึ่งผมเองก็ได้แต่หันมองตามร่างสูงโปร่งที่เร่งฝีเท้าจนแทบจะวิ่งหายลับไปกับบานประตู

ผมหันมามองหญิงสาวตรงหน้า เธอบีบมือผมเบา ๆ อย่างให้กำลังใจ มันเบามาก... เบาจนแทบไม่รู้สึกถึงเรี่ยวแรงใดๆ เลย แต่ผมก็รับรู้ได้

เสียงฝีเท้าหนัก ๆ เร่งเดินเข้ามาอีกครั้งนอกจากสาวร่างสูงโปร่งแล้ว ที่ตามมาด้วยก็มีทั้งหมอ ทั้งพยาบาล หญิงสาวเดินมาหยุดลงที่ปลายเตียง ผมเองก็ต้องหลบให้ทั้งหมอทั้งพยาบาลเข้ามาตรวจอาการคนบนเตียง จึงเดินไปยืนข้าง ๆ ร่างโปร่งที่ปลายเตียง หลังมือเราสัมผัสกันเล็กน้อย ผมรู้สึกผิดกับเธอจึงใช้นิ้วเกี่ยวนิ้วคนข้างๆ เอาไว้ หญิงสาวเองเหมือนจะให้อภัยผมอยู่บ้างเลยสอดมือเข้ามากุมมือผมเอาไว้

หมอและพยาบาลออกไปหมดแล้ว ผมกลับมานั่งที่เดิม หญิงสาวอีกคนก็ลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียง ฝั่งตรงข้ามกับผม สายตาที่เธอมองมาที่ผมยังคงเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความน้อยใจ ความไม่พอใจ จนผมต้องหลบสายตาเธอ แล้วมองไปยังคนที่นอนยิ้มอยู่บนเตียงแทน

“ทานอะไรกันรึยัง” คนบนเตียงถามเสียงเบา หลังจากเหลือบไปมองนาฬิกาบนผนังห้อง

ผมเงียบไม่ตอบ หญิงสาวอีกคนก็เช่นกัน

“ว้า... สงสัยจะทานกันเสร็จแล้วละสิ เจ่เจ้ว่าจะให้พวกเราซื้อผลไม้ขึ้นมาให้เจ่เจ้สักหน่อย”

“เจ่เจ้ อยากทานผลไม้อะไร เดี๋ยวตั๋นลงไปซื้อให้” หญิงสาวที่นั่งฝั่งตรงข้ามรีบพูดออกมาอย่างกระตือรือร้น ก่อนที่คนบนเตียงจะพูดจบด้วยซ้ำ

“ไม่เป็นไรจ้า ไหนๆ เราก็ทานกันเสร็จแล้วนี่ จะลงไปอีกทำไมให้เมื่อย”

“ตั๋นยังไม่ได้ทานสักหน่อย...ใครจะไปทานลง” ประโยคสุดท้ายหญิงสาวพูดงุบงิบในลำคอ

“แล้วหยกล่ะ ทานรึยัง” หญิงสาวบนเตียงหันมาถามผมบ้าง

“ยังครับเจ่เจ้” ผมตอบเสียงอ่อย

“ถ้าอย่างนั้น ก็มีคนลงซื้อผลไม้ให้เจ่เจ้แล้วสินะ” หญิงสาวตอบยิ้ม ๆ ก่อนจะพูดต่อไป เมื่อเห็นพวกผมนิ่ง ๆ ไม่ตอบ “หยก... ตั๋น... รึว่าเราสองคนอยากให้เจ่เจ้นอนเป็นห่วงอยู่บนเตียงแบบนี้ เพราะเราสองคนไม่ยอมไปทานข้าว?”

“แต่หยกไม่อยากให้เจ่เจ้อยู่คนเดียว”

“เจ่เจ้อยู่คนเดียวที่ไหน คนออกจะเต็มห้อง”

ผมมองไปรอบๆ ก็ใช่อยู่ที่ห้องนี้เป็นห้องผู้ป่วยรวม ซึ่งสี่เตียงในห้องก็เต็มหมด แถมบรรดาญาติ ๆ ของแต่ละเตียงก็มานั่งกันเต็ม

.........................................................................

“รู้ใช่ไหม ว่าตั๋นโกรธหยกอยู่” หญิงสาวหน้าหงิก แต่ยังไม่วายตักข้าวเข้าปาก เคี้ยวตุ้ย ๆ

“อือ” ผมตอบไปแค่นั้น แล้วค่อย ๆ ละเลียดทานข้าวต่อ

“อือ แค่อือนี่นะ?” โบตั๋นหน้าหงิกกว่าเดิม พร้อมวางช้อนส้อมลงเสียงดัง จนผมต้องมองไปรอบ ๆ ศูนย์อาหารของโรงพยาบาล

“เบา ๆ สิตั๋น เกรงใจคนอื่นเขา”

“กะ...ก็หยกอะ เฮ่อ... ตั๋นโกรธจนไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว!”

“เฮียขอโทษแล้วกัน ที่ทำให้ตั๋นโกรธ”

“หยกนี่น้า... จะพูดน้อยไปถึงไหน เหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้องเชียว”

“พูดอย่างกับตั๋นไม่ใช่น้องของเจ่เจ้ กับเฮีย”

“เป็น!! แต่ตั๋นน่ะไม่เหมือนเจ่เจ้กับหยกหรอกนะ มีอะไรก็พูดออกมาสิ มาเล่นเกมจ้องตากันอยู่ได้”

“แต่ตั๋นก็เข้าใจเจ่เจ้ กับเฮียนี่”

“บางทีตั๋นก็อยากให้หยก กับเจ่เจ้พูดให้มันมากกว่านี้นี่ อีกหน่อยหยกมีแฟน แล้วหยกจะง้อแฟนยังไง ไม่มีใครเข้าใจด้วยการจ้องตากันเหมือนเราสามคนพี่น้องหรอกนะ เฮ้อ... ทำไมตั๋นต้องมานั่งบ่นหยกกับเจ่เจ้ด้วยนะ ทั้งที่ตั๋นเป็นน้องเล็กแท้ ๆ”

ครับ เราสามคนพี่น้อง เจ่เจ้ หรือหรือคะหงส์ ที่เป็นทั้งพี่สาวคนโตของบ้าน อีกทั้งยังเหมือนเป็นทั้งพ่อและแม่ให้เรา 2 คน ส่วนผมผู้ชายคนเดียวของบ้าน แล้วที่นั่งบ่นเจื้อยแจ้วอยู่ตรงหน้าผมก็หม๋วยเล็ก หรือโบตั๋น ส่วนป๊ากับม้า ไม่รู้สิครับ ผมจำอะไรเกี่ยวกับท่านทั้งสองไม่ได้เลย รูปถ่ายครอบครัวสักใบก็ไม่เคยเห็น

ผมไม่ได้ฟังโบตั๋นบ่นแล้วครับ กำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่ความคิดก็ต้องสะดุดเมื่อคุณหมอเจ้าของไข้เดินเข้ามาหาพวกเราที่โต๊ะ

“ขอโทษครับ หมออยากทราบว่าคุณหยกเจ้าของไข้ของคุณหงส์ เขาจะมาไหมครับ” หมอพูดพร้อมมองหน้าพวกเราทั้งสองคน โบตั๋นมองหน้ามาทางผมแล้วส่ายหน้าน้อย ๆ

“หมอมีเรื่องอะไรจะคุยกับเฮียหยกหรือคะ? ใช่เรื่องเจ๊หงส์ไหม?” โบตั๋นถามคุณหมอเป็นชุด

“ใช่ครับ ผมมีเรื่องปรึกษาคุณหยกนิดหน่อย”

“ผมเองครับ ผมหยกครับ” ผมลุกขึ้นยืนพร้อมยกมือขึ้นสวัสดีคุณหมอที่ดูแล้วน่าจะอายุมากกว่าผม เผลอ ๆ อาจจะมากกว่าเจ่เจ้ด้วยซ้ำ

“คุณ...คุณหยกหรือครับ” คุณหมอมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยทีเดียว ก่อนหันไปมองทางโบตั๋น ซึ่งทางนั้นก็พยักหน้ารับอย่างเคยชิน

ผมกับโบตั๋นเราอายุห่างกันปีเดียวครับ แต่จะผิดก็ตรงที่โบตั๋นมีรูปร่างสูงโปร่งกว่ามาตรฐานหญิงไทยไปหน่อย ส่วนผมเองก็อยู่ในเกณฑ์ชายไทยทั่วไปครับ พอมายืนเทียบกับโบตั๋น ทำให้เรามีความสูงแทบจะเท่ากัน ผมสูง 178 โบตั๋นสูง 175 และที่สำคัญ ผมกับโบตั๋นเราหน้าคล้ายกันยิ่งกว่าฝาแฝดบางคู่อีกครับ

“หมอขอโทษนะครับ ผมนึกว่าคุณหยกเป็นผู้ชาย” หมอจะพูดทำไมเนี่ย!!

“ค่ะหมอ เฮียหยกเป็นผู้ชายแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ เพียงแต่หน้าตารูปร่างเหมือนโบตั๋นมากไปหน่อย” โบตั๋นตอบซึ่งเป็นไดอะล็อกเดิม ๆ ที่เธอจำได้จนขึ้นใจ ผมเห็นสีหน้าของหมอแล้วต้องรีบแทรกขึ้น เพราะน้ำเสียงเธอติดจะเหน็บคุณหมออยู่นิด ๆ

“เรื่องที่หมอจะคุยกับผม...”

“ครับ ๆ ไม่ทราบว่าคุณหยกทานเสร็จรึยังครับ รึถ้ายังค่อยตามผมขึ้นไปพบที่ห้องก็ได้นะครับ”

ผมพยักหน้ารับ พร้อมส่งยิ้มให้เล็กน้อย หลังจากนั้นคุณหมอก็หันหลังเดินจากไป

“เดี๋ยวตั๋นไปซื้อผลไม้ให้เจ่เจ้นะ เฮียจะขึ้นไปคุยกับคุณหมอก่อน”

“ไม่เอา ตั๋นจะไปด้วย ตั๋นรู้ทันหยกนะ!!” โบตั๋นบอกพร้อมจ้องตาผมเขม็ง เวลาอยู่กันเองในครอบครัว โบตั๋นมักจะเรียกชื่อผมตรง ๆ

และนี่อาจจะเป็นความสามารถพิเศษหรือเป็นเซ้นของพวกเราสามคนพี่น้องก็ว่าได้ พวกเรารับรู้ความรู้สึก ความต้องการของพี่น้องด้วยกันเองได้โดยไม่ต้องออกปากพูดกันแม้แต่คำเดียว แค่มองตากันก็เหมือนจะรับรู้ได้ว่าคนตรงหน้ารู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร

“เฮ้อ...ก็ได้”

“หยก... พวกเรามีกันอยู่แค่นี้นะ หยกอย่าคิดว่าตัวเองเป็นผู้ชาย แล้วจะต้องมาค่อยดูแลเจ่เจ้กับตั๋นที่เป็นผู้หญิง นี่มันสมัยไหนแล้ว ไม่ต้องเอาความรับผิดชอบมาแบกไว้บนบ่าคนเดียว หาความสุขใส่ตัวบ้าง ไม่ใช่วัน ๆ เอาแต่ทำงาน แล้วเมื่อไรตั๋นจะได้อาซ้อสักที”

“หน้าตาแบบเฮียไม่มีสาวไหนเขามาสนใจหรอก”

“ทำไม หน้าตาเหมือนอย่างตั๋นไม่ดีตรงไหน!! แล้วที่วันนี้ปิดตั๋นเรื่องที่เจ่เจ้เข้าโรงพยาบาลก็อีกเรื่องนะ ตั๋นแยกแยะออกระหว่างเรื่องเจ่เจ้ กับเรื่องเรียนเป็นหรอกนะ”

“เฮียเห็นว่าตั๋นต้องพรีเซ้นต์โปรเจ็ค เฮียเลยไม่อยากให้เราไม่สบายใจ”

“เลยปิดบัง ให้ตั๋นมาโกรธหยกเอาทีหลังงั้นหรือ?”

“เฮียก็ขอโทษแล้วไง เราดีกันนะ” ผมยื่นนิ้วก้อยส่งให้โบตั๋น

“นี่ง้อตั๋นแล้วใช่ไหม? โถ่...หยก... แล้วเมื่อไรหยกจะได้มีแฟนกับเขากันเนี่ย!!”

“ขี้บ่น” ผมบอกแล้วอมยิ้ม เพราะถ้าโบตั๋นร่ายยาวได้ขนาดนี้แสดงว่าเธอหายโกรธผมแล้วล่ะครับ ดีกว่าตอนที่เงียบ ๆ เหมือนตอนอยู่ข้างบนห้องเจ่เจ้เป็นกอง

.........................................................................

ผมกับโบตั๋นเดินกลับมาที่ห้องของเจ่เจ้ หลังจากที่เราไปคุยกับคุณหมอกันแล้ว โบตั๋นเอาผลไม้ไปล้างในห้องน้ำ ส่วนผมลงไปนั่งข้าง ๆ เจ่เจ้ที่ยิ้มคุยกับคุณป้า ญาติของเตียงข้าง ๆ

“ไปกันนานเชียว ไปคุยกับคุณหมอมาด้วยใช่ไหม?” เฮ้อ...ผมบอกแล้วว่าครอบครัวผมมีเซ้นแรงกันทุกคน ผมได้แต่พยักหน้ารับ

“ยังไม่ต้องหรอก เจ่เจ้ยังไม่เป็นไร” เจ่เจ้พูดเหมือนรู้แล้วว่าคุณหมอคุยอะไรกับพวกเรา

“เจ่เจ้ หยกขอ... เจ่เจ้เชื่อคุณหมอนะครับ” ผมไม่ปฏิเสธหรอกครับ เพราะถึงปฏิเสธไปเจ่เจ้ก็ไม่เชื่ออยู่ดี เลยอ้อนวอนเธอแทน

“เจ่เจ้ขอเวลาอีกสัก 3-4 เดือนนะ” ไม่ใช่คำขอร้องครับ แต่เป็นประโยคคำสั่งของเจ่เจ้

“ทำไมต้องรอให้ตั๋นเรียนจบก่อนหรือเจ่เจ้ ตอนนี้ตั๋นก็ช่วยหยก ช่วยเจ่เจ้ได้นะ เงินค่าผ่าตัดแค่นี้เอง เนอะหยกเนอะ” โบตั๋นที่เดินกลับมา ถึงได้ยินแค่นิดหน่อยก็รับรู้ได้ว่าเจ่เจ้ต้องการอะไร

“เจ่เจ้ หยกขอนะ” ผมพูดพร้อมส่งสายตาอ้อนวอน เจ๊หงส์มองผมสลับกับโบตั๋นไปมา ไม่มีใครพูดอะไร จนกระทั่งเจ่เจ้ถอนหายใจออกมา

“เจ่เจ้ตกลงแล้วใช่ไหม?” โบตั๋นแทบจะกระโจนขึ้นไปนั่งบนเตียง เจ่เจ้พยักหน้ารับ โบตั๋นก็เข้าไปกอดเธอทันที ผมลุกจากเก้าอี้เข้าไปกอดทั้งสองคนไว้อีกชั้นหนึ่ง

.........................................................................

“หยก พรุ่งนี้ตั๋นจะเข้าไปที่ห้องเสื้อของพี่ภานะ” โบตั๋นบอกหลังจากที่วางกระเป๋าถือลงบนโซฟา พร้อมกับทิ้งตัวลงไปนอนอย่างไม่เบานัก

“ตั๋นแน่ใจนะ ว่าจะทำแบบนี้จริง ๆ” ผมถามเธอไม่ใช่เพราะไม่แน่ใจ แต่เพราะต้องการจะเตือนเธอเท่านั้น

“อือ ไม่เป็นไรหรอก ถึงตั๋นจะไม่ชอบงานนั้นเท่าไร แต่มันก็เป็นบันไดให้ตั๋นได้ปีนขึ้นไปคว้าความฝันของตั๋นได้แหละ”

“ตั๋น... ถ้าแค่อยากจะช่วยเฮียเรื่องค่าผ่าตัดเจ๊หงส์ ก็มาจำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้นะ เฮียก็ไม่อยากให้ตั๋นไปเป็นนางแบบเท่าไรหรอก” ผมเดินไปนั่งลงโซฟาเดี่ยวตรงปลายเท้าเธอ

“มันเป็นอาชีพสุจริตนะ อีกอย่างพี่ภาก็เพื่อนเจเจ้ด้วย ปฏิเสธพี่ภามาก็หลายครั้งแล้ว”

“ถ้าไม่ไหวจริง ก็อย่าฝืนนะ” ผมรู้ครับว่าไม่สามารถคัดค้านเธอได้ โบตั๋นฝันอยากเป็นดีไซด์เนอร์ มีห้องเสื้อเป็นของตัวเอง แต่เรื่องเป็นนางแบบ เธอไม่ชอบเลยครับ โบตั๋นบอกว่าเธอไม่อยากเป็นตุ๊กตาให้ใครมาจับแต่งตัว

“ว่าแต่หยกเถอะ วันนี้ไปเฝ้าเจ๊หงส์ทั้งวัน ที่ร้านเขาไม่ว่าอะไรหรือ?”

“เฮียโทรบอกพี่กันต์แล้ว พี่เขาเข้าใจน่ะ”

“ไม่ต้องมาทำท่าทางเสียดายเงินเลย ตั๋นว่าหยกไปพักเถอะ ไหน ๆ ก็ได้หยุดแล้ว พรุ่งนี้หยกก็มีสอนแต่เช้าด้วยนี่”

“พรุ่งนี้พี่สอนเสร็จจะแวะไปหาเจ้หงส์ก่อน ค่อยไปที่ร้านแล้วกันนะ”

“ไม่ต้องเลย ๆ เรื่องเจ้หงส์น่ะ เป็นหน้าที่ของตั๋นเอง หยกเอาเวลาไปพักบ้างเถอะ เดี๋ยวจะทรุดไปอีกคน”

โบตั๋นก็พูดเกินไป ถึงผมจะรูปร่างบางโปร่งทรงเดียวกับโบตั๋น แต่ผมก็เป็นผู้ชายที่ทั้งถึก และอดทนนะครับ แล้วงานที่ผมทำก็ไม่ใช่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยอะไรมาก เจ็ดโมงเช้าจนถึงสิบโมงมีสอนเทควันโดเด็กในสถาบันสอนกีฬา พอบ่ายสองโมงจนถึงสี่ทุ่มผมรับหน้าที่เป็นบาริสต้าอยู่ที่ร้านของพี่กันต์ ส่วนเสาร์อาทิตย์ผมอยู่ร้านพี่กันต์ตั้งแต่สิบโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น จากนั้นก็มาช่วยเจ้หงส์กับโบตั๋นขายขนมที่ตลาดแถวๆ บ้าน วันหยุดหรอครับ ผมเลือกที่จะไม่หยุดเองแหละครับ


To Be Continue

1
3
2